หน้าหลัก
ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ สำหรับแม่ท้องค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ชอบกินผัก จะทำอย่างไรกันดีให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนสำหรับลูกในท้อง ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อตั้งครรภ์ ควรได้รับสารอาหารดีมีประโยชน์จากผักต่าง ๆ แต่ถ้าว่าที่คุณแม่ไม่ชอบกินผัก ไม่อยากกินผัก ควรจะกินอะไรทดแทนที่ให้สารอาหารครบถ้วนได้บ้าง 1. ผลไม้ ถ้าไม่ชอบกินผัก แต่ก็สามารถกินผลไม้เพื่อรับวิตามินต่าง ๆ ได้เช่นกัน เพราะผลไม้มีหลายชนิด มีรสชาติดี กินง่ายกว่าผัก โดยผลไม้ส่วนใหญ่จะมีวิตามินที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับในผักต่าง ๆ เช่น มะละกอสุก สตรอว์เบอร์รี กล้วย ส้ม แต่ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง และย่อยยาก 2. ธัญพืช ถ้าไม่กินผัก ควรกินธัญพืชทดแทนเพื่อให้ได้ใยอาหารเพื่อช่วยในระบบขับถ่ายของแม่ท้อง เพราะช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ท้องผูก ขับถ่ายยาก ธัญพืช หรือ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ ถั่วต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน
นอกจากเมนูจากปลาแซลมอนแล้ว แม่ท้องยังสามารถรับประทานปลาอื่นๆ ได้อีกหลายชนิดเพื่อเติมโอเมก้า ดีเอชเอ สำหรับเสริมสร้างระบบประสาทเพื่อลูกน้อยสมองดี มาลองดูเมนูจากปลาอื่นๆ กันดูบ้าง ใครๆ ก็บอกว่าให้แม่ท้องกินปลาเพื่อช่วยให้ลูกในท้องฉลาด โดยเฉพาะปลาที่มีโอเมก้าสูง เช่น ปลาแซลมอน แต่ปลาแซลมอนก็มีราคาสูงหรือหาซื้อได้ยาก จริงๆ แล้วนอกจากเมนูจากปลาแซลมอน หรือปลาทะเลแล้ว แม่ท้องยังสามารถรับประทานปลาชนิดอื่น หรือแม้กระทั่งปลาน้ำจืดบางชนิดเพื่อเติมโอเมก้าในระหว่างตั้งท้อง เพื่อเสริมสร้างระบบประสาทให้ลูกน้อยสมองดี มาลองดูว่ามีปลาอะไรบ้างที่มีโอเมก้าสูง ปลาทูน่า ปลาทูน่าเป็นปลาทะเลน้ำลึกเช่นเดียวกับปลาแซลมอน จึงเป็นปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง แต่สามารถหาซื้อได้สะดวก เพราะสามารถเลือกปลาทูน่ากระป๋อง แทนปลาทูน่าสดๆ มาทำเมนูสำหรับแม่ท้องได้เช่นกัน เมนูสำหรับแม่ท้องจากปลาทูน่า • ยำทูน่าผักสด เมนูเพิ่มความแซ่บให้กับแม่ท้องที่มีอาการแพ้ท้อง หรืออยากรับประทานอาหารที่รสจัด • แซนด์วิชทูน่า เมนูอาหารเช้าเบาๆ หรือจะเป็นเมนูของว่างสำหรับแม่ท้องที่มักหิวบ่อยๆ สามารถทำแซนด์วิชทูน่าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเก็บใส่กล่องอาหารไว้ในตู้เย็นได้ ปลาทู ถึงแม้ปลาทูจะเป็นปลาทะเล แต่ก็ไม่ใช่ปลาทะเลน้ำลึก ปริมาณโอเมก้าอาจจะไม่เทียบเท่าปลาทะเลน้ำลึก แต่ก็มีปริมาณกรดไขมันโอเมก้าที่มากพอ และปลาทูยังหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูงอีกด้วย เมนูสำหรับแม่ท้องจากปลาทู • แกงเลียงปลาทู เมนูแกงเลียงที่ใช้ปลาทูนึ่งมาโขลกเป็นเครื่องแกง และนอกจากจะช่วยเสริมโอเมก้าแล้ว
ช่วงตั้งครรภ์ แม่ท้องอาจจะมีความเครียดมากขึ้นกว่าปกติจากฮอร์โมน อาจทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บ้าง มีเรื่องอะไรบ้างที่แม่ท้องจะแฮปปี้ หากสามีทำให้ในระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ “เราเป็นใหญ่” ค่ะคุณแม่ เพราะไหนจะต้องดูแลลูกในท้อง ดูแลตัวเอง ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงส่งผลกับอารมณ์ไม่น้อยเลยนะคะ ดังนั้นช่วงนี้คุณแม่ท้องต้องการการเอาใจจากคนใกล้ตัวโดยเฉพาะคุณสามีมากกว่าปกติ เรามาดูกันค่ะว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่คุณแม่ท้องอยากให้สามีเอาใจ เพราะถ้าทำได้ “แม่จะแฮปปี้มาก” 1. บอกรัก เพราะฮอร์โมนที่ทำให้แม่ท้องอ่อนไหวง่าย มีความเครียด รูปร่างเปลี่ยนแปลงจนกลัวสามีจะไม่รักเหมือนเดิม ดังนั้นคำพูดบอกรักจากสามีจะทำให้หัวใจของคุณแม่ท้องชุ่มชื่นขึ้นมาได้ค่ะคุณสามีอย่าเบื่อหน่ายที่จะเอ่ยคำว่า “รัก” หรือชมว่าภรรยาสวยเสมอนะคะ 2. ช่วยเหลืองานบ้านเชื่อว่าสิ่งที่แม่ท้องทุกคนอยากให้สามีช่วยแบ่งเบางานบ้านทั้งนั้นค่ะ เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การขยับเคลื่อนไหวก็ลำบากมากขึ้น ดังนั้นแม่ท้องจะแฮปปี้มากหากคุณสามีอาสาช่วยงานบ้าน ตากผ้า ล้างจาน หรือปัดกวาด เช็ดถูด้วยความเต็มใจ 3. รับฟังแม่ท้องระบายความเครียดไม่มีอะไรจะดีต่อใจมากไปกว่าการที่มีคนที่คอยรับฟังความเครียด และเป็นกำลังใจค่ะ การที่คุณสามีสามารถนั่งรับฟังเรื่องที่แม่ท้องได้ระบายออกมาบ้าง จะช่วยให้แม่ท้องลดความเครียด หรืออาการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งท้องได้มากทีเดียวค่ะ 4. พาไปช้อปปิ้งของใช้เด็ก การได้ออกจากบ้านบ้างช่วยให้แม่ท้องคลายเครียดได้ และยิ่งถ้าได้ไปช้อปปิ้งด้วยยิ่งทำให้แฮปปี้ สดชื่นขึ้นได้ ในระหว่างตั้งท้องหากมีงานแฟร์สำหรับแม่และเด็ก
พ่อแม่มือใหม่หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นพูดคุยกับลูกในท้องอย่างไร มาดูเทคนิค และขั้นตอนง่าย ๆ คุยกับลูกในท้องเพื่อสื่อสายใยถึงลูกกันค่ะ ต้องคุยกับลูกในท้องด้วยหรือ? ต้องคุยสิคะ เพราะการส่งเสียงคุยกับลูกในท้องจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ได้มาก เช่น กระตุ้นระบบประสาทการได้ยิน สร้างความคุ้นเคยและอบอุ่นให้ลูกด้วยเสียงพ่อแม่ สร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ให้ลูกได้ตั้งแต่ในท้อง และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์พ่อแม่ลูกตั้งแต่เริ่มเลยล่ะค่ะ ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องคุยกับลูกในท้องอย่างไร แค่ก็เสียงพูดก็พอแล้วใช่ไหม... Love of Mom Thailand มีวิธีคุยกับลูกในท้องให้อบอุ่นหัวใจมาแนะนำค่ะ 1. ชวนคุณพ่อมาคุยด้วยกัน คุยคนเดียวอาจจะเหงา ๆ ชวนคุณพ่อมาคุยกับลูกน้อยในท้องด้วยกันนะคะ อาจคุยว่าวันนี้คุณพ่อไปทำงานมาเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือเปล่า เมื่อลูกคลอด คุณพ่อหลายคนไม่ค่อยสนิทกับลูก เพราะลูกจะติดแม่มากกว่า การได้พูดคุยกับลูกตั้งแต่ในท้องจะช่วยให้ลูกจดจำเสียงของคุณพ่อได้ค่ะ 2. พูดซ้ำ เรียกชื่อลูกบ่อย ๆ ถ้าคุณแม่แอบตั้งชื่อลูกไว้แล้ว หรือมีฉายาที่เอาไว้เรียกลูก ก็เอาชื่อลูกมาใช้ชวนคุยไปด้วยได้เลยค่ะ อาจจะพยายามเรียกชื่อลูกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ให้ลูกจดจำชื่อตัวเองได้ และใช้ประโยคง่าย ๆ เช่น “น้องน้ำหิวมั้ยคะ”
ไวรัส RSV โรคระบาดอันตรายที่เด็ก ๆ ป่วยกันเยอะมากค่ะแต่พ่อแม่ป้องกันและดูแลได้นะคะ เรามาดูกันว่าไวรัส RSV อยู่ที่ไหน เลี่ยงอย่างไร และเมื่อลูกติดไวรัส RSV ต้องรักษาดูแลอย่างไร รู้เท่าทันไวรัส RSV เรื่องที่แม่ต้องรู้และเตรียมพร้อมเพื่อลูกก่อนจะสาย Description: ไวรัส RSV ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ พ่อแม่บางคนเข้าใจว่าลูกจะติดก็ต่อเมื่อไปโรงเรียนแล้ว หรือเป็นเพราะลูกที่โตแล้ว แต่จริงๆ แล้วปัจจุบัน RSV ระบาดและติดลงไปถึงลูกทารกแรกเกิดได้ด้วยค่ะ ซึ่งเด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงมากพอก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ RSV มีภาวะแทรกซ้อน หรือในบางรายอาจเสียชีวิตได้เลย ไวรัส RSV มาจากเชื้อโรคอะไร มีอยู่ที่ไหน อาการเป็นอย่างไร และต้องรักษาอย่างไร Love of Mom Thailand มีคำแนะนำที่พ่อแม่ต้องรู้เพื่อนำไปปฏิบัติกับลูก ป้องกันการติดไวรัส RSV
ไวรัสโรต้าทำให้ลูกมีอาการท้องเสีย ท้องร่วงรุนแรง ซึ่งสัญญาณที่บอกได้ว่าลูกมีอาการไม่น่าไว้ใจ ควรรีบไปพบแพทย์อาจสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ โรต้า เป็นอีกโรคที่คุณแม่ ได้ยินกันบ่อย ๆ โรต้าหรือไวรัสโรต้า คือ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสียเฉียบพลัน ไวรัสโรต้ามักระบาดในช่วงฤดูหนาว หรือตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อาการของเด็กที่ได้รับเชื้อจะเหมือนท้องเสียทั่วไป แต่ก็มีจุดต่างที่พ่อแม่ต้องรู้ เพื่อพาลูกเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ป้องกันความเสี่ยงจากร่างกายขาดน้ำ รวมไปถึงการถ่ายเป็นเลือดค่ะ 4 สัญญาณเตือนลูกน้อยกำลังโดนไวรัสโรต้าเล่นงาน หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปหาหมอ 1. มีภาวะขาดน้ำ สังเกตว่าลูกฉี่น้อย หรือไม่ฉี่เลยใน 6 ชม. ฉี่ลูกมีสีเข้ม ปากแห้ง 2. ท้องเสียถ่ายติดต่อกันหลายครั้ง หรือมีอาเจียน นานเกิน 2 วัน 3. ถ่ายเป็นเลือด มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง 4. ดื่มน้ำ รับประทานอาหารไม่ได้ หากคลื่นไส้ อาเจียน จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้
น้ำหนักของลูกควรขึ้นแค่ไหน และควรให้ลูกกินนมหรืออาหารแบบไหนเพื่อให้ขวบปีแรกลูกมีน้ำหนักตัวพอดีเหมาะสมในแต่ละเดือน น้ำหนักของลูกควรขึ้นแค่ไหน และควรให้ลูกกินนมหรืออาหารแบบไหนเพื่อให้ขวบปีแรกลูกมีน้ำหนักตัวพอดีเหมาะสมในแต่ละเดือน น้ำหนักทารก 1-4 สัปดาห์แรก ไม่ต้องกังวลหากว่าตอนลูกคลอดออกมาอาจจะตัวเล็กน้ำหนักน้อย เพราะถ้าลูกสุขภาพแข็งแรงดี ภายใน 10-12 วัน น้ำหนักลูกก็จะเริ่มขึ้นประมาณ 800-900 กรัมในช่วง 4 สัปดาห์แรกค่ะ ให้ลูกกินอย่างไรดี ช่วงแรกเกิดนมแม่คืออาหารสำคัญ ยิ่งในช่วง 24 ชั่วโมงแรกยิ่งต้องรีบให้ลูกกินนมให้เร็วที่สุดหลังคลอด เพราะจะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ให้ไหลได้ดี และน้ำนมในช่วงแรกยังเป็นหัวน้ำนม หรือน้ำนมเหลืองที่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกได้ดีด้วยค่ะ น้ำหนักทารก 1-3 เดือน ช่วงนี้น้ำหนักจะขึ้นค่อนข้างดี ประมาณ 700-800 กรัมต่อเดือน ให้ลูกกินอย่างไรดี อาหารหลักคือน้ำนมแม่อย่างเดียว ซึ่งลูกจะหิวอยู่ตลอดเวลา ช่วงแรกนี้อาจให้นมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ควรให้ลูกดูดน้ำนมเกลี้ยงเต้าเพราะน้ำนมในส่วนหลังจะมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ลูกอิ่มนานไม่หิวบ่อยให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีและน้ำหนักขึ้นดีค่ะ น้ำหนักทารก 4-5 เดือน ลูกเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ใช้พลังงานมาก น้ำหนักจึงขึ้นน้อยลง ประมาณ 500-600 กรัมต่อเดือน ไม่ต้องกังวลไปค่ะ
ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วยบ่อย มาดูเคล็ดลับที่แม่ควรรู้หรือทำให้ได้เพื่อให้ลูกสุขภาพแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่ายกันค่ะ ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายคือหนึ่งในสุดยอดความฝันในการดูแลลูกของคุณแม่ทุกคนเลยค่ะ แต่ปัจจุบันเชื้อโรครุนแรงมากขึ้นทุกวัน คุณแม่อย่างเราจะต้องป้องกันและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกอย่างไร Love of Mom Thailand มีคำแนะนำค่ะ 1. ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด คุณแม่ทุกคนควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พัฒนาการต่าง ๆ และมีภูมิต้านทานในการต่อต้านเชื้อโรค ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะหัวน้ำนม หรือ โคลอสตรุม(colostrum) ซึ่งเป็นนมแม่ที่ออกมาในช่วงเวลา 24–36 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่เสริมสร้างและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมากที่สุด 2. ล้างจมูก หยอดน้ำเกลือล้างจมูก สำหรับทารกหรือลูกเล็กๆ ที่ยังสั่งน้ำมูกเองไม่ได้คุณแม่ต้องช่วยโดยการใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลใส่หลอดฉีดยาค่อยๆ ฉีดล้างจมูกให้ลูก ลดความเหนียวของน้ำมูกและค่อยๆ ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออกมา ซึ่งการล้างจมูกจะช่วยให้ลูกหายใจได้คล่องขึ้น ลดน้ำมูก ทำให้จมูกสะอาด ลดโอกาสเจ็บป่วยจากหวัดได้ 3. เช็ดทำความสะอาดสายสะดือ การดูแลทำความสะอาดสะดือในช่วงที่สะดือยังไม่แห้ง แม่ต้องทำความสะอาดด้วยความระมัดระวัง และทั่วถึงโดยใช้สำลีก้านชุบแอลกอฮอล์ เช็ดถูทำความสะอาดรอบๆ
นอกจากสารอาหารเต็มเปี่ยมในนมแม่แล้ว การให้ลูกกินนมแม่ยังมีข้อดีอีกมากมายที่คุณแม่นึกไม่ถึง มาดูกันว่าการให้ลูกกินนมแม่มหัศจรรย์มากแค่ไหน นอกจากสารอาหารเต็มเปี่ยมในนมแม่แล้ว การให้ลูกกินนมแม่ยังมีข้อดีอีกมากมายที่คุณแม่นึกไม่ถึง มาดูกันว่าการให้ลูกกินนมแม่มหัศจรรย์มากแค่ไหน 1. ประหยัดเงิน กินนมแม่ช่วยให้ประหยัดเงิน เพราะนมแม่ไม่ต้องซื้อหามา เป็นน้ำนมที่มาจากร่างกายของแม่ ถ้าแม่มีความตั้งใจ พยายาม ก็สามารถมีน้ำนมให้เพียงพอกับลูก ๆ ได้ และนมแม่ยังมีสารอาหารที่ดีกับลูกด้วย 2. นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดีต่างๆ ผ่านทางนมแม่ ซึ่งในนมแม่ประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลูกได้รับภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่ายด้วยการกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด 3. ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ เด็กที่กินนมแม่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของภูมิแพ้ต่างๆ ได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นมีผลสรุปว่าการกินนมแม่ของทารกตั้งแต่แรกเกิด สามารถลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็กได้ค่ะ 4. ช่วยให้แม่น้ำหนักลด มดลูกเข้าอู่เร็ว เพราะเมื่อให้นมลูกต้องใช้พลังงานเยอะ ทำให้น้ำหนักลดลงได้เร็ว และยังช่วยให้มดลูกกลับสู่สภาวะเดิมก่อนคลอด ซึ่งในกระบวนการนี้ต้องอาศัยฮอร์โมนออกซิโทซินช่วยเร่ง ซึ่งฮอร์โมนออกซิโทซินจะเพิ่มขึ้นในช่วงการให้นมลูก ส่งผลให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น 5. กินนมแม่แล้วสายตาดี ในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น กรดไขมันดีเอชเอ กรดอะมิโน ที่ดีต่อพัฒนาการการมองเห็น
5 เรื่องควรทำและไม่ควรทำเกี่ยวกับการเก็บสต็อกนมแม่ วิธีการเก็บที่ถูกต้อง และวิธีที่ไม่ควรทำเพื่อไม่ให้นมแม่สูญเสียคุณค่า 5 เรื่องไม่ควรทำกับสต็อกนมแม่ 1. ห้ามนำนมแม่อุ่นด้วยความร้อนสูง ห้ามแช่น้ำร้อน หรืออุ่นนมแม่ในเตาไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะจะทำให้สารอาหารในน้ำนมสูญเสียไป 2. ไม่ควรปล่อยให้นมแช่แข็งละลายเองที่อุณหภูมิห้อง เพราะต้องใช้ระยะเวลานาน อาจทำให้น้ำนมเสียได้ การละลายนมแม่แช่แข็งที่ถูกต้องคือ นำถุงน้ำนมมาวางในช่องแช่เย็นธรรมดาล่วงหน้า 24 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำนมค่อยๆละลาย เมื่อละลายแล้วจึงเทใส่ขวดนม แกว่งเบาๆ แล้วป้อนลูกค่ะ 3. ไม่ควรนำนมแม่ที่ละลายแล้วกลับไปแช่แข็งใหม่ นมแม่ที่ละลายแล้วสามารถอยู่ข้างนอกได้ 4-6 ชม. หรือเก็บใส่ตู้เย็นช่องธรรมดาได้ไม่เกิน 24 ชม. แต่ไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งใหม่ 4. ไม่ควรให้ลูกกินนมแม่ของคนอื่น อาจเสี่ยงกับการติดเชื้อได้ เพราะถึงแม้จะมีการตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพของผู้บริจาค แต่คุณหมอก็แนะนำว่าเป็นแค่การตรวจเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งมีโรคอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถตรวจพบ ดังนั้นหากน้ำนมแม่พอ ไม่ควรให้ลูกกินนมสต็อกจากคนอื่นค่ะ 5. ไม่ควรเก็บนมแม่แช่แข็งปะปนกับอาหารอย่างอื่น ไม่เก็บนมแม่ใกล้กับประตูตู้เย็นเพราะความเย็นจะไม่คงที่จากการเปิดตู้เย็น หากมีปริมาณสต็อกนมเยอะ อาจจะหาตู้แช่แข็งแยกเก็บโดยเฉพาะ 5 เรื่องควรทำกับสต็อกนมแม่ 1.
นมแม่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก และนมแม่ยังช่วยป้องกันโรคอันตรายหลายโรค มีโรคอะไรบ้างที่สามารถป้องกันได้หากให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่เกิดและยาวนานที่สุด น้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนและดีที่สุดในการเลี้ยงลูกแรกเกิดค่ะ ยิ่งถ้าคุณแม่คนไหนกระตุ้นนมแม่ได้เรื่อยๆ ก็ยิ่งดี น้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนและดีที่สุดในการเลี้ยงลูกแรกเกิดค่ะ ยิ่งถ้าคุณแม่คนไหนกระตุ้นนมแม่ได้เรื่อยๆ ก็ยิ่งดี เพราะเราจะสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่พร้อมอาหารเสริมตามวัยไปได้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ นอกจากสารอาหารแล้ว นมแม่ยังมีภูมิคุ้มกันที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกไม่ป่วยง่ายด้วยนะคะ เรามาดูกันว่านมแม่ช่วยป้องกันโรคอะไรที่อาจเกิดกับลูกได้บ้าง 1. ภูมิแพ้ ลดโอกาสภูมิแพ้เพราะในนมแม่มีโปรตีนและไขมันที่ย่อยและดูดซึมง่าย จึงไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ ดังนั้นเด็กที่กินนมแม่ จึงมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่า 2. หูน้ำหนวก การกินนมแม่ช่วยลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกน้อยออกไปด้วย 3. โรคท้องเสียและลำไส้อักเสบ นมแม่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีและแข็งแรง ในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ปกป้องระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในลำไส้ ลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันโรคท้องเสีย ทำให้การขับถ่ายลูกเป็นปกติ 4. โรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กเล็ก แต่มือเท้าปากสามารถหายได้เอง แต่หากมือเท้าปากที่เกิดจากเชื้อ Enterovirus 71ก็มีโอกาสที่โรคจะรุนแรงมากขึ้น แต่มีงานวิจัยที่ระบุว่าสาร Glycanในนมแม่ช่วยไม่ให้มือเท้าปากรุนแรงขึ้น เพราะ Glycan ช่วยไม่ให้เชื้อ Enterovirus
ระหว่างให้นมแม่มีข้อห้ามอะไรบ้างที่แม่มือใหม่ไม่ควรทำ ซึ่งจะส่งผลต่อลูกหรือสุขภาพระหว่างให้นม หรือทำให้น้ำนมลดลง เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆเรานี้ห้ามได้ควรห้ามเด็ดขาดค่ะ 1. ห้ามเครียดโดยเฉพาะคุณแม่ที่น้ำนมน้อย น้ำนมไม่มาหลังคลอด ห้ามเครียดเด็ดขาดค่ะ เพราะยิ่งเครียดจะยิ่งส่งผลให้น้ำนมหดน้อยลงไปอีกค่ะ พยายามผ่อนคลาย ทำใจให้สบาย เช่น ฟังเพลง เดินเล่น ดูซีรีส์เรื่องโปรด หรือคุณสามีเองก็ควรช่วยทำให้คุณแม่อารมณ์ดีค่ะ 2. ห้ามดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน - แอลกอฮอล์ สำหรับแม่หลังคลอดที่อยู่ในช่วงให้นมลูก ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะส่งผ่านไปถึงลูกได้ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกายของลูกโดยตรง เพราะการทำงานของตับในทารกที่ยังไม่สมบูรณ์ยังไม่สามารถจัดการกับแอลกอฮอล์ได้สมบูรณ์ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของทารกได้ 3. ห้ามใช้ยาบางชนิด ในช่วงระหว่างให้นมควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต่างๆ เพราะยาสามารถถูกขับผ่านทางน้ำนมได้ ยาบางชนิดมีอันตรายกับทารก ดังนั้นหากต้องใช้ยาในระหว่างให้นมลูกควรปรึกษาคุณหมอทุกครั้ง ตัวอย่างยาที่ห้ามใช้ระหว่างให้นมลูก เช่น ยากลุ่ม Amiodaroneใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งยานี้มีไอโอดีน (iodine) เป็นส่วนประกอบอาจทำให้ทารกเกิดภาวะไฮโปไทรอยด์
ในนมแพะ และนมวัวมีปริมาณแลคโตสที่แตกต่างกัน มาเปรียบเทียบแลคโตสในนมแต่ละชนิดว่ามีมากน้อยต่างกันอย่างไร และแลคโตสมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แลคโตส คือ น้ำตาลในนมที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมแม่ นมแพะ นมวัว ชนิดของนม   นมแพะ   นมวัว   นมถั่วเหลือง ปริมาณแลคโตส   4.1%   4.7%  - เปรียบเทียบปริมาณแลคโตสในน้ำนม ในนมแพะมีปริมาณแลคโตสประมาณ 4.1% นมวัวมีปริมาณแลคโตสประมาณ 4.7 % ส่วนนมถั่วเหลืองผลิตจากโปรตีนถั่วเหลือง ดังนั้นในนมถั่วเหลืองจึงไม่มีน้ำตาลแลคโตส ปัญหาการย่อยแลคโตสในนม ในคนไทยหรือคนเอเชีย มักมีปัญหาการย่อยแลคโตสในนม โดยลำไส้เล็กผลิตแลคเทสซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ย่อยแลคโตสไม่เพียงพอที่จะใช้ย่อยแลคโตส เมื่อกินนมที่มีแลคโตส อาจทำให้มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส คือ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน นมแพะมีแลคโตสน้อยกว่านมวัวเล็กน้อย สำหรับเด็กที่ภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมผิดปกติ การดื่มนมแพะอาจส่งผลดีมากกว่า เพราะมีปริมาณแลคโตสน้อยกว่า ร่างกายอาจจะย่อยได้ดีกว่า นมถั่วเหลือง ถึงแม้ไม่มีแลคโตส แต่มีสัดส่วนของสารอาหารที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก มีแคลเซียม มีไขมันน้อย ถ้าหากเลือกนมถั่วเหลืองให้ลูกต้องเลือกนมถั่วเหลืองที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็ก ดังนั้นหากลูกไม่ได้แพ้แลคโตสในนมก็ไม่จำเป็นต้องเลือกนมที่เป็นสูตรไม่มีแลคโตส เพราะ
เปรียบเทียบพลังงานในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง และคุณสมบัติของโปรตีนในนมที่ดูดซึมไปใช้ได้ดี และทำให้ลูกน้ำหนักตัวขึ้นอย่างเหมาะสม คุณแม่ทราบไหมคะว่า เด็กทารกจะต้องการพลังงานต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนักมากกว่าวัยอื่นๆ เพราะนมถือว่าเป็นอาหารหลักในช่วงขวบปีแรก โดยเฉลี่ยเด็กทารกช่วง 0-6 เดือนต้องการพลังงานประมาณ 500-600 แคลอรี่ต่อวัน การดื่มนมของทารกขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว แต่ส่วนใหญ่ช่วงแรกเกิดจะดื่มนมแม่มื้อละประมาณ 2 - 3 ออนซ์ ทุก 2-3 ชั่วโมง หรือประมาณ 20-24 ออนซ์ต่อวัน (600-720 กรัม) แต่หากดื่มนมผสมอาจจะกินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยค่ะ นมแพะ 100 มล. ให้พลังงาน 69 กิโลแคลอรี่ • หากลูกดื่มนมแพะ 20-24 ออนซ์ หรือ 600 มล.ต่อวัน จะให้พลังงานประมาณ 414
กรดอะมิโนที่มีอยู่ในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง มีปริมาณที่แตกต่างกัน กรดอะมิโนมีความสำคัญกับร่างกาย อย่างไรบ้าง กรดอะมิโนที่มีอยู่ในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง มีปริมาณที่แตกต่างกัน กรดอะมิโนมีความสำคัญกับร่างกาย อย่างไรบ้าง กรดอะมิโนจำเป็นแต่ละชนิดสำคัญอย่างไร • ทริปโตเฟน (Tryptophan) ลดความเครียด บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้ดี บรรเทาอาการซึมเศร้าได้ • ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี • ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและลดอาการเวียนศีรษะได้ดี • เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลัง และช่วยในการย่อยสลายไขมัน • ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นให้สมองเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ และช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น • ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมให้ดียิ่งขึ้น
คุณแม่หลายคนสงสัยว่า นมแพะผงที่นิยมในปัจจุบันมีกระบวนการผลิตเหมือนนมทั่วไปไหม ปลอดภัยไหม เรามาเคลียร์ทุกข้อสงสัยด้วยการบุกไปถึงแหล่งผลิตนมแพะผงกันเลยค่ะ ปัจจุบันนมแพะผงกำลังเป็นที่นิยมสำหรับคุณแม่ที่ให้ลูกดื่มนมเสริมต่อจากนมแม่ หลังหย่านมแม่ หรือในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมน้อย แต่คุณแม่หลายคนก็มีข้อสงสัยกันว่า นมแพะผงดีจริงไหม นมแพะมีประโยชน์อย่างไร และ กระบวนการผลิตนมแพะดีและปลอดภัยเหมือนนมทั่วไปไหม เพราะการจะเลือกนมสำหรับลูก “ไม่ใช่อะไรก็ได้” จริงไหมคะ ปกติเราจะได้ข้อมูลกระบวนการผลิตนมสำหรับเด็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นนมวัวค่ะ แต่สำหรับนมแพะที่กำลังเป็นที่นิยมกลับมีข้อมูลค่อนข้างน้อย Love of Mom Thailand จึงไปหาข้อมูลเรื่องกระบวนการผลิตนมแพะผงมานำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกนมแพะให้ลูกดื่มดีหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ แวะดูแพะคุณภาพดีที่ทุ่งหญ้ากันก่อน ปัจจุบัน นมแพะผงคุณภาพอันดับ 1 ของโลก เลี้ยงและผลิตที่ประเทศนิวซีแลนด์ค่ะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมและสะอาดที่สุดของโลก นั่นรวมไปถึงการเลี้ยงแพะคุณภาพสูงที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วยค่ะ จากการเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงแพะคุณภาพที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่า แพะได้รับการดูแลในฟาร์มที่เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ตามมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ของประเทศนิวซีแลนด์ รวมไปถึงทุ่งหญ้าที่เป็นแหล่งอาหารของแพะก็ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดตามวิธีออร์แกนิก ทำให้แพะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนนั่นเองค่ะ ได้เวลาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนมแพะผงกันแล้ว กระบวนการผลิตนมแพะผงมีความต่างกับการผลิตนมทั่วไปค่อนข้างมากค่ะ ทั้งระยะเวลาในการผลิต การเติมสารอาหาร และคุณภาพ เนื่องจากนมแพะมีกระบวนการผลิตน้ำนมที่เรียกว่า “ระบบอะโพไคร์น” (Apocrine)