หน้าหลัก
นี่คือของ 10 ชิ้นเด็ดที่แม่ท้องขาดไม่ได้ ถ้ามีไว้จะช่วยให้อุ่นใจและช่วยให้ชีวิตแม่ลูกอ่อนดีขึ้นเยอะเลยค่ะ มาเช็กกันค่ะว่ามีครบหรือยัง เชื่อว่า แม่ท้องที่กำลังเตรียมคลอดคงมีข้าวของเครื่องใช้ เตรียมไว้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ผ้าอ้อม สบู่ แชมพู เปล ฯลฯ ไหนจะของขวัญจากเพื่อน ๆ ญาติ ๆ ที่เตรียมไว้รับขวัญหลาน แต่นี่คือของ 10 ชิ้นเด็ดที่แม่ท้องขาดไม่ได้ ถ้ามีไว้จะช่วยให้อุ่นใจและช่วยให้ชีวิตแม่ลูกอ่อนดีขึ้นเยอะเลยค่ะ มาเช็กกันค่ะว่ามีครบหรือยัง 1. เครื่องปั๊มนม ช่วงแรกคุณแม่อาจจะฝึกเอาลูกเข้าเต้าให้ลูกดูดนมจากเต้านมเพื่อกระตุ้นน้ำนมก่อนค่ะ แต่คุณแม่ที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจจะต้องพึ่งพาเครื่องปั๊มนมด้วยเพราะสะดวกในการทำสต๊อกนมแม่ ยิ่งเป็นเครื่องไฟฟ้าจะช่วยทุ่นแรงคุณแม่ได้มากเลยค่ะ 2. รถเข็นเด็ก ช่วงเดือนแรกอาจจะยังไม่ได้ใช้รถเข็นเด็กมากนัก แต่ถ้าลูกเริ่มโตขึ้น และออกนอกบ้านไปไหนมากขึ้น รถเข็นเด็กจะช่วยให้แม่สบายขึ้น ไม่ต้องคอยอุ้มลูกอยู่ตลอด และถ้าวางแผนซื้อดี ๆ อาจจะใช้กันได้ยาว ๆ เลยค่ะ 3. คาร์ซีท
งานแฟร์สำหรับแม่และเด็กปีนึงมีมากมายหลายงาน มาดูเคล็ดลับการไปเดินซื้อของสำหรับแม่ลูกอ่อน ที่เตรียมของเพื่อลูกยังไงให้คุ้มค่า ได้ของดีและถูกด้วย งานแฟร์สำหรับแม่และเด็กปีนึงมีมากมายหลายงาน มาดูเคล็ดลับการไปเดินซื้อของสำหรับแม่ลูกอ่อน ที่เตรียมของเพื่อลูกยังไงให้คุ้มค่า ได้ของดีและถูกด้วย 1. เช็กราคาเตรียมไว้ ลิสต์รายการของที่อยากได้ เตรียมหาข้อมูลเปรียบเทียบราคาไว้ก่อน พอไปที่งานจะได้รู้ว่าถูกหรือแพงกว่าราคากลางที่ขายข้างนอก 2. เข้าเฟสบุ๊กเช็กดีล ช่วงก่อนเริ่มงานในเว็บไซต์ ไอจี เฟสบุ๊ก ของสินค้าหรือของงานแฟร์ที่เราจะไป จะมีข้อมูลโปรโมชั่นในงานอยู่ ให้ลองเข้าไปดูว่ามีโปรโมชั่น มีดีลอะไรที่คุ้มค่าบ้าง ที่สำคัญบางร้านอาจจะมีโปรช้อปปิ้งออนไลน์แบบเดียวกับในงานแฟร์ ให้คุณแม่ช้อปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกจากบ้านแต่ได้ของราคาเท่ากับในงานด้วยค่ะ 3. ดูโปรโมชั่นหน้างาน ก่อนเข้างานให้ดูแผ่นพับโปรโมชั่นต่าง ๆ หน้างาน รวมถึงบูธบัตรเครดิตต่าง ๆ ที่อาจจะมาทำโปรโมชั่น ผ่อน 0% แบ่งจ่าย รับเครดิตเงินคืน ใช้แต้มลด ฯลฯ เพื่อดูว่าเราจะเลือกใช้บัตรเครดิตหรือเงินสดเพื่อความคุ้มค่าที่สุด 4. กำหนดงบช้อปปิ้ง ให้กำหนดงบไว้ว่าจะใช้เงินสำหรับซื้อของแต่ละอย่างเท่าไหร่บ้าง โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ที่ราคาสูง
ภาวะครรภ์เสี่ยงคือ การตั้งครรภ์ที่ทำให้แม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตได้จากภาวะต่าง ๆ ทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด หรือแม้แต่หลังคลอด ภาวะครรภ์เสี่ยง คืออะไร? คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในภาวะนี้หรือไม่ ภาวะครรภ์เสี่ยงคือ การตั้งครรภ์ที่ทำให้แม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตได้จากภาวะต่าง ๆ ทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด หรือแม้แต่หลังคลอด มาดูกันว่าแม่ท้องแบบไหนที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง 10 สัญญาณที่บอกว่าแม่ท้องอาจมีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง 1. แม่ท้องที่มีอายุน้อย หรือมากเกินไป ในแม่ท้องที่อายุน้อยกว่า 16 ปี และมากกว่า 35 ปี ก็อยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคุณหมอ 2. มีประวัติการแท้งมาก่อน โดยเฉพาะหากเคยแท้งมาไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จะถือว่ามีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง มีโอกาสเกิดการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ 3. ติดยาเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หากแม่ท้องติดสารเสพติด สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ มีโอกาสให้ลูกในท้องพิการ ไม่สมบูรณ์ หรือคลอดก่อนกำหนดได้ 4. มีภาวะเบาหวาน
ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ สำหรับแม่ท้องค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ชอบกินผัก จะทำอย่างไรกันดีให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนสำหรับลูกในท้อง ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อตั้งครรภ์ ควรได้รับสารอาหารดีมีประโยชน์จากผักต่าง ๆ แต่ถ้าว่าที่คุณแม่ไม่ชอบกินผัก ไม่อยากกินผัก ควรจะกินอะไรทดแทนที่ให้สารอาหารครบถ้วนได้บ้าง 1. ผลไม้ ถ้าไม่ชอบกินผัก แต่ก็สามารถกินผลไม้เพื่อรับวิตามินต่าง ๆ ได้เช่นกัน เพราะผลไม้มีหลายชนิด มีรสชาติดี กินง่ายกว่าผัก โดยผลไม้ส่วนใหญ่จะมีวิตามินที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับในผักต่าง ๆ เช่น มะละกอสุก สตรอว์เบอร์รี กล้วย ส้ม แต่ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง และย่อยยาก 2. ธัญพืช ถ้าไม่กินผัก ควรกินธัญพืชทดแทนเพื่อให้ได้ใยอาหารเพื่อช่วยในระบบขับถ่ายของแม่ท้อง เพราะช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ท้องผูก ขับถ่ายยาก ธัญพืช หรือ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ ถั่วต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน
ถ้าใครเคยหาข้อมูลนมแม่ในอินเตอร์เน็ตคงพบว่า มีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ เป็นระบบการสร้างน้ำนมที่พบในมนุษย์และสัตว์บางชนิดเท่านั้น เช่น แพะ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่สร้างประโยชน์สูงสำหรับเด็ก ทั้งสารอาหาร และความเป็นธรรมชาติที่เหมาะสมกับเด็กๆ เรามีผลวิจัยมาบอกค่ะ   ระบบการสร้างน้ำนมของเต้านมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมี 2 รูปแบบ     วิธีการเมโรไคร์น (Merocrine secretion): กระบวนการสร้างน้ำนมในรูปแบบนี้ เยื้อหุ้มเซลล์น้ำนมยังมีความสมบูรณ์ โมเลกุลนมมีขนาดใหญ่ ซึ่งระบบสร้างน้ำนมแบบเมโรไคร์น พบในวัว วิธีการอะโพไคร์น (Apocrine secretion) : กระบวนการสร้างน้ำนมในรูปแบบนี้ ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง น้ำนมจึงมีสารอาหารธรรมชาติสูง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยง่าย ซึ่งระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์พบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น ดังนั้น ในนมแม่และนมแพะที่ผ่านระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไคร์น (Apocrine secretion) จึงมีสารอาหารสำคัญตามธรรมชาติที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกค่ะ สารอาหารเหล่านี้ได้แก่
แม้จะดูแลอาหารการกินของลูกดีแล้ว แต่เด็กๆ ทุกคนต้องเคยท้องเสียใช่ไหมคะ เพราะสิ่งปนเปื้อนนั้นปะปนอยู่กับของเล่นที่ลูกเอาเข้าปาก จาน แก้ว ช้อน หรือจากมือที่ไม่สะอาด ดังนั้นเรามาอ่านคำแนะนำการดูแลเด็กท้องเสียของคุณหมอกันค่ะ ท้องเสียนอกจากจะเป็นอาการของโรคแล้วยังเป็นกระบวนการของร่างกายในการขับเชื้อโรคสาเหตุของท้องเสียอีกทางหนึ่งเพียงแต่การขับถ่ายนี้จะต้องไม่มากจนร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายครับ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยเหลือลูก คือ ต้องให้ลูกได้รับน้ำและเกลือแร่ อย่างเพียงพอกับการสูญเสียออกไป และสังเกตอาการของลูกว่า ควรไปพบคุณหมอเมื่อใดครับ ให้น้ำและเกลือแร่ชดเชยให้เพียงพอกับที่ร่างกายลูกเสียไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกสารละลายเกลือแร่ที่มีมาตรฐานซึ่งจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป โดยผสมตามคำแนะนำของเอกสารกำกับการใช้ โดยทั่วไปมักใช้สัดส่วน 1 ซองต่อน้ำ 1 แก้ว (ประมาณ 240 ซีซี) หากหาไม่ได้ก็อาจทำน้ำเกลือแร่ใช้เองก็ได้นะครับ โดยมีวิธีทำน้ำเกลือ คือ ใช้น้ำต้มสุก 1 แก้ว ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่น 2 หยิบมือ ส่วนปริมาณที่จะให้ลูกให้ดูตามการขับถ่ายของเขาครับ ถ่ายมากก็ให้ดื่มน้ำเกลือแร่มาก ถ่ายน้อยก็ดื่มน้อยหน่อยครับ ถ้าถ่ายไม่มากและยังไม่มีอาการของการขาดน้ำมาก ได้แก่
ปกติก็ดูแลลูกดี อาหารการกินก็สะอาด สด ใหม่ตลอด หรือลูกจะท้องเสียเพราะสาเหตุอื่นกันนะ อย่าพึ่งตกใจไปนะคะคุณพ่อคุณแม่ คุณหมอให้คำแนะนำไว้ดังนี้ อาการท้องเสียของเด็กเป็นความเจ็บป่วยที่พบได้บ่อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญโดยเฉพาะในเด็กเล็กเพราะหากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที อาการอาจรุนแรงมากขึ้นจนเป็นเรื้อรังหรือถึงแก่ชีวิตได้ครับ เมื่อไรถึงจะเรียกว่าลูกท้องเสีย การถ่ายเป็นเนื้อเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน สำหรับลูกที่ไม่ใช่เด็กเล็กซึ่งกินนมแม่อยู่ หรือถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเป็นน้ำปริมาณมากเพียงแค่ 1 ครั้งใน 1 วันเราถือว่าลูก “ท้องเสีย” อย่าปล่อยให้ลูกท้องเสียอยู่นานนะครับ ยิ่งเป็นนานลำไส้จะผิดปกติมากขึ้น ทำให้รักษาหายได้ยากลำไส้จะฟื้นฟูตัวได้ช้าครับ หากเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไปเราเรียกว่า ท้องเสียเรื้อรังแล้วครับ อะไรทำให้ลูกท้องเสีย โดยทั่วไปเด็กที่ท้องเสีย 10 คน จะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อถึง 7 คนเลยนะครับ ที่เหลืออีก 3 คนเป็นสาเหตุอื่นที่เจอได้น้อยลงไป เช่น แพ้นมวัว ผลจากการใช้ยาบางชนิด การทำงานที่ผิดปกติของทางเดินอาหารความเจ็บป่วยอย่างโรคไทรอยด์เป็นพิษการติดเชื้อที่เกิดขึ้นมักมาจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยเข้าสู่ร่างกายของเด็กทางปาก ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารหรือปนเปื้อนผ่านการหยิบจับของเล่นเข้าปาก อมนิ้ว อมมือของตัวเอง
คุณแม่ให้นมลูกหลายคนคงสงสัย เพราะลูกกินนมแม่อย่างเดียว แต่ทำไมถ่ายเหลวเหมือนคนท้องเสียเลย อาการแบบนี้คุณหมอมีคำตอบมาให้คุณแม่หายสงสัยกันค่ะ ในเด็กเล็กที่ยังรับประทานนมแม่อยู่ มักถ่ายบ่อยและอุจจาระมีลักษณะเหลว ไม่เป็นก้อนหมือนเด็กที่รับประทานนมผสม ทำให้บางครั้งแยกได้ยากจากอาการถ่ายเหลวของโรคท้องเสีย เราลองมาดูกันนะครับว่า อะไรทำให้ลูกที่รับประทานนมแม่ถ่ายเหลว และจะแยกจากอาการท้องเสียได้อย่างไรครับ ทำไมเด็กรับประทานนมแม่จึงถ่ายเหลว นอกจากนมแม่จะย่อยได้ง่าย เนื่องจากมีสัดส่วนของชนิดโปรตีนและมีไขมันที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากนมผสมแล้ว ในนมแม่ยังมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำตาลในนม น้ำตาลแลคโตสในนมแม่จะดูดน้ำเข้ามาไว้ในตัวเองได้ดี ทำให้เด็กที่รับประทานนมแม่มีลักษณะของอุจจาระค่อนข้างเหลว จากการที่นมแม่ย่อยและดูดซึมได้ง่ายทำให้เมื่อเด็กรับประทานนมแม่ไปไม่นานก็ย่อยได้หมดลูกจึงหิวบ่อยกว่าเด็กที่รับประทานนมผสมประกอบกับเมื่อเด็กรับประทานนมกระเพาะอาหารจะมีการขยายตัว ร่างกายตอบสนองต่อการขยายตัวนี้ด้วยการกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว ดังนั้นเมื่อนมแม่ทำให้อุจจาระมีลักษณะค่อนข้างเหลวอยู่แล้วพอลำไส้บีบตัว ก็จะทำให้เด็กถ่ายออกมาได้ง่าย และบ่อย อาจจะถ่ายเกือบทุกครั้งที่รับประทานนมแม่ ทำให้เหมือนกับลูกที่รับประทานนมแม่มีอาการท้องเสีย ทั้งที่การถ่ายบ่อยและเหลวนั้น ไม่ได้เกิดจากอาการของโรคท้องเสีย แยกได้อย่างไรระหว่างถ่ายเหลวจากนมแม่และท้องเสียจากการติดเชื้อ ถ้าเด็กถ่ายเหลวจากนมแม่จะดูได้อย่างนี้ครับ เด็กจะมีน้ำหนักตัวขึ้นดีตามเกณฑ์ที่ควรเป็น ดูสดชื่นดี เล่นและตอบสนองได้ตามปกติ ปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีอาการของการขาดน้ำ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการถ่ายเป็นมูกหรือเป็นมูกเลือด ส่วนอาการท้องเสียที่เกิดจาการติดเชื้อ นอกจากจะมีอาการตรงกันข้ามกับอาการที่ผมกล่าวถึงไปแล้วก็มักจะมีอาการไข้ร่วมด้วย อาจมีอาการอาเจียน ซึมลง หงุดหงิด ดูไม่สบาย รับประทานได้น้อยลง มีอาการของการขาดน้ำหรือน้ำหนักตัวลดลงร่วมด้วยครับ ปรับวิธีให้นมแม่ช่วยลดอาการถ่ายเหลวจากนมแม่ คุณแม่สามารถปรับวิธีการให้นมแม่ เพื่อลดการถ่ายเหลวและบ่อยของลูกได้ดังนี้นะครับ ให้ลูกดูดนมแต่ละข้างจนหมด
การเอาลูกเข้าเต้าเป็นเคล็ดลับสำคัญในการให้น้ำนมแม่ไหลดี ถ้าให้นมไม่ถูกวิธี หรือท่าให้นมที่ไม่สบาย อาจทำให้น้ำนมแม่หด หรือไม่มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูก การเอาลูกเข้าเต้าเป็นเคล็ดลับสำคัญในการให้น้ำนมแม่ไหลดี ถ้าให้นมไม่ถูกวิธี หรือท่าให้นมที่ไม่สบาย อาจทำให้น้ำนมแม่หด หรือไม่มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูก 1. อุ้มแบบเนื้อแนบเนื้อ ให้อุ้มลูกในท่าที่ถูกต้อง พยายามอุ้มลูกให้ผิวลูกสัมผัสกับแม่มากที่สุด ท้องชนท้อง แล้วประคองหัวลูกเข้าใกล้บริเวณเต้านม ให้บริเวณจมูกปากแตะแถวหัวนม จากนั้นลูกจะพยายามงับหาเต้านมเอง 2. อมหัวนมให้ถึงลานนม ถ้าให้ลูกดูดนมแม่ โดยงับลานนมได้ลึกพอ จะช่วยให้น้ำนมไหลออกดีโดยให้อุ้มลูกโดยประคองที่ต้นคอ และท้ายทอยให้หน้าเงยเล็กน้อย ให้คางของลูกชิดกับเต้านมด้านล่าง ใช้หัวนมเขี่ยตรงกลางริมฝีปากลูกเบา ๆ จะกระตุ้นให้ลูกอ้าปากเพื่อดูดนม จากนั้นสอดหัวนมเข้าปากลูกให้ลึกถึงลานนม โดยให้ริมฝีปากล่างอมลานนมด้านล่างได้มากกว่าด้านบน พยายามให้คางลูกแนบชิดกับเต้านมแม่ 3. ดูดให้เกลี้ยงเต้า ควรให้ลูกดูดนมแม่ให้เกลี้ยงเต้าทีละข้าง ตามปกติจะใช้เวลาดูดข้างหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 นาที เมื่อลูกดูดนมจากเต้าแรกหมดแล้ว ให้เปลี่ยนมาดูดอีกเต้าหนึ่งจนอิ่ม หลังลูกดูดนมเสร็จแล้วลองใช้มือบีบน้ำนมออกมาจะมีน้ำนมออกมาอีกเล็กน้อย แสดงว่ายังพอมีน้ำนมอยู่ ลองนวดคลำที่เต้านมถ้าเต้านมนิ่ม ไม่เป็นก้อน ก็แสดงว่าน้ำนมออกมาได้เกือบหมดดีแล้วค่ะ
คำถามที่แม่หลายคนอยากทราบ ถ้าแม่ป่วยลูกจะต้องหยุดกินนมแม่หรือไม่ แล้วถ้าลูกกินนมแม่ตอนที่ป่วยจะเจ็บป่วยตามแม่ไปด้วยไหม และควรทำอย่างไรเมื่อต้องให้นมกับลูกหากแม่เจ็บป่วย คำถามที่แม่หลายคนอยากทราบ ถ้าแม่ป่วยลูกจะต้องหยุดกินนมแม่หรือไม่ แล้วถ้าลูกกินนมแม่ตอนที่ป่วยจะเจ็บป่วยตามแม่ไปด้วยไหม โดยทั่วไปเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย มีโอกาสติดต่อผ่านทางน้ำนมได้ แต่กรณีที่แม่เจ็บป่วยจากเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย ทั่วไป เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ยังสามารถให้นมลูกได้ เพราะการติดเชื้อหวัด หรือเชื้อไวรัสส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด ผ่านเสมหะ การไอจาม ที่สำคัญการที่ลูกกินนมแม่ยังช่วยป้องกันลูกเจ็บป่วยอีกด้วย เพราะในนมมีสารภูมิคุ้มกันที่ช่วยไม่ให้ลูกเจ็บป่วยตามแม่ไปด้วย จึงไม่ควรหยุดให้นมถึงแม้จะป่วย โรคที่แม่เป็นแล้วห้ามให้นมลูก ถึงแม้ว่าป่วยแล้วจะให้นมลูกได้ แต่ถ้าแม่ติดเชื้อ HIV หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องต้องห้ามให้นมลูกเด็ดขาด เพราะลูกมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV จากแม่ได้ หรือแม่ที่ป่วยเป็นวัณโรคปอด ในระยะที่กำลังไอแพร่เชื้อก็ต้องงดให้นมลูกด้วยเช่นกัน ข้อควรระวังเมื่อแม่ป่วยและต้องให้นมลูก ● รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งก่อนให้นมลูก หรืออุ้มสัมผัสลูก ● ใส่ผ้าปิดปาก ป้องกันการติดเชื้อผ่านทางการไอ จาม ● งดการจูบ หอมแก้มลูก ● ถ้าแม่มีไข้สูงอาจจะใช้น้ำนมสต๊อกให้ลูกแทน
คุณแม่หลายคนอาจจะมีนมแม่ในปริมาณมากจนลูก ๆ กินไม่ทัน จึงอยากบริจาคหรือส่งต่อน้ำนมให้แม่ๆ คนอื่นบ้าง แต่ทราบไหมคะว่า การบริจาคน้ำนมให้กันนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย และมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด คุณแม่หลายคนอาจจะมีนมแม่ในปริมาณมากจนลูก ๆ กินไม่ทัน จึงอยากบริจาคหรือส่งต่อน้ำนมให้แม่ๆ คนอื่นบ้าง แต่ทราบไหมคะว่า การบริจาคน้ำนมให้กันนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย และมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด ● ในน้ำนมแม่ ถือเป็นชีววัตถุ เช่นเดียวกับเลือด น้ำเหลือง ซึ่งการบริจาคนมแม่ก็เหมือนกับการบริจาคเลือด ที่ต้องมีการตรวจ และคัดกรองด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ● การที่เด็กทารกกินนมแม่จากคนอื่น มีความเสี่ยงกับโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ติดเชื้อ HIV โรคติดเชื้อ EBV โรคเริม ฯลฯ ● ในร่างกายมีเชื้อโรคหรือโรคซ่อนเร้นที่ทราบและไม่ทราบอีกเป็นจำนวนมาก ไวรัสหลายชนิดไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจสุขภาพทั่วไป เพราะอาจมีเชื้อซ่อนเร้น ต้องตรวจเลือดระดับ DNA
นอกจากสารอาหารเต็มเปี่ยมในนมแม่แล้ว การให้ลูกกินนมแม่ยังมีข้อดีอีกมากมายที่คุณแม่นึกไม่ถึง มาดูกันว่าการให้ลูกกินนมแม่มหัศจรรย์มากแค่ไหน นอกจากสารอาหารเต็มเปี่ยมในนมแม่แล้ว การให้ลูกกินนมแม่ยังมีข้อดีอีกมากมายที่คุณแม่นึกไม่ถึง มาดูกันว่าการให้ลูกกินนมแม่มหัศจรรย์มากแค่ไหน 1. ประหยัดเงิน กินนมแม่ช่วยให้ประหยัดเงิน เพราะนมแม่ไม่ต้องซื้อหามา เป็นน้ำนมที่มาจากร่างกายของแม่ ถ้าแม่มีความตั้งใจ พยายาม ก็สามารถมีน้ำนมให้เพียงพอกับลูก ๆ ได้ และนมแม่ยังมีสารอาหารที่ดีกับลูกด้วย 2. นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดีต่างๆ ผ่านทางนมแม่ ซึ่งในนมแม่ประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลูกได้รับภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่ายด้วยการกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด 3. ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ เด็กที่กินนมแม่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของภูมิแพ้ต่างๆ ได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นมีผลสรุปว่าการกินนมแม่ของทารกตั้งแต่แรกเกิด สามารถลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็กได้ค่ะ 4. ช่วยให้แม่น้ำหนักลด มดลูกเข้าอู่เร็ว เพราะเมื่อให้นมลูกต้องใช้พลังงานเยอะ ทำให้น้ำหนักลดลงได้เร็ว และยังช่วยให้มดลูกกลับสู่สภาวะเดิมก่อนคลอด ซึ่งในกระบวนการนี้ต้องอาศัยฮอร์โมนออกซิโทซินช่วยเร่ง ซึ่งฮอร์โมนออกซิโทซินจะเพิ่มขึ้นในช่วงการให้นมลูก ส่งผลให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น 5. กินนมแม่แล้วสายตาดี ในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น กรดไขมันดีเอชเอ กรดอะมิโน ที่ดีต่อพัฒนาการการมองเห็น
การเลือกนมที่เป็นอาหารหลักของลูกสำคัญมาก จึงควรเลือกนมที่ย่อยและดูดซึมง่ายให้กับลูก มาดูกันว่านมชนิดไหนดื่มง่าย ย่อยง่าย สบายท้อง ไม่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายที่สุด ปัญหาการย่อยนม และการขับถ่ายส่งผลต่อพัฒนาการร่างกาย สมอง การเจริญเติบโตของลูก ๆ ได้ ถ้าอยากให้ลูกแข็งแรง ร่าเริง สดใสอารมณ์ดี มีพัฒนาการที่ดี การเลือกนมที่เป็นอาหารหลักของลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงควรเลือกนมที่ย่อยและดูดซึมง่ายให้กับลูก มาดูกันว่านมชนิดไหนดื่มง่าย ย่อยง่าย สบายท้อง ไม่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายที่สุด นมแม่ ● นมแม่มีโปรตีนเคซีนที่ย่อยยากในปริมาณต่ำกว่านมวัว นมแพะ ทำให้นมแม่ย่อยง่ายกว่า และดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนในน้ำนมแม่มีปริมาณที่พอดีไม่มากเกินไป ทำให้เด็กกินนมแม่จะดูดซึมโปรตีนในน้ำนมได้ดี นมแพะ ● โปรตีนในนมแพะใกล้เคียงกับนมแม่ โปรตีนนมแพะย่อยง่าย ดูดซึมไปใช้ได้รวดเร็ว เพราะโปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนขนาดเล็กย่อยง่าย ที่นอกจากจะทำให้เกิดการแพ้น้อยแล้วยังไม่ทำให้ท้องอืดเพราะย่อยได้ง่ายนั่นเอง นมวัว ● โปรตีนในนมวัวมีสัดส่วนของโปรตีนย่อยยากสูง เวลาเจอกรดในกระเพาะ จะตกตะกอนเกิดเป็นลิ่มที่ใหญ่ทำให้ย่อยได้ยากกว่านมแพะ นมชนิดไหน ย่อยง่าย ดื่มสบายท้อง เหมาะกับลูกน้อยที่สุด สำหรับลูกน้อย นมที่ย่อยง่ายและสบายท้องคือนมแม่ จึงควรให้ลูกได้ดื่มนมแม่อย่างสม่ำเสมอ
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าผลิตภัณฑ์จากนมอาจช่วยลดคลอเรสเตอรอล และลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้แล้วนมชนิดใดบ้างที่ดีกับหัวใจ โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องการพลังงานและการเติบโตอย่างรวดเร็ว สำหรับลูกแรกเกิด – 12 เดือนจะได้รับโปรตีนจากนมเป็นอาหารหลักไม่ว่าจะเป็น นมแม่ นมแพะ นมวัว แต่ในนมแต่ละชนิดนั้นก็มีคุณสมบัติของโปรตีนที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าโปรตีนในนมแต่ละชนิดนั้นโดดเด่น หรือมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องการพลังงานและการเติบโตอย่างรวด เร็ว สำหรับลูกแรกเกิด – 12 เดือนจะได้รับโปรตีนจากนมเป็นอาหารหลักไม่ว่าจะเป็น นมแม่ นมแพะ นมวัว แต่ในนมแต่ละชนิดนั้นก็มีคุณสมบัติของโปรตีนที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าโปรตีนในนมแต่ละชนิดนั้นโดดเด่น หรือมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างโปรตีนในนมแม่ • นมแม่มีปริมาณโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 1 กรัม ต่อ น้ำนมแม่ 100 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยเมื่อเทียบกับนมวัวและนมแพะ แต่เป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับความต้องการของร่างกายทารก เพราะหากได้รับโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น • โปรตีนในนมแม่ประกอบด้วยเวย์ต่อเคซีนในอัตราส่วนประมาณ 60:40 ซึ่งโปรตีนเวย์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง และย่อยง่ายเมื่อเทียบกับเคซีน ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็ว และดีกับระบบขับถ่ายทำให้ท้องไม่อืด
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าผลิตภัณฑ์จากนมอาจช่วยลดคลอเรสเตอรอล และลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้แล้วนมชนิดใดบ้างที่ดีกับหัวใจ อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าผลิตภัณฑ์จากนมอาจช่วยลดคอเรสเตอรอล และลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้แล้วนมชนิดใดบ้างที่ดีกับหัวใจมาดูคุณสมบัติของนมแต่ละชนิดกันค่ะ อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าผลิตภัณฑ์จากนมอาจช่วยลดคอเรสเตอรอล และลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้แล้วนมชนิดใดบ้างที่ดีกับหัวใจมาดูคุณสมบัติของนมแต่ละชนิดกันค่ะ นมแม่ มีการศึกษาพบว่าเด็กที่กินนมแม่เมื่อโตขึ้น จะเกิดปัญหาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และ โรคเส้นเลือดสมองตีบ หรือ โรคเส้นเลือดสมองแตกได้น้อย เพราะว่าคอเลสเตอรอลในนมแม่เป็นตัวกระตุ้นให้ตับเคยชินกับการจัดการกับระดับไขมันได้ดีทำให้มีระดับไขมันในเลือดต่ำกว่า เป็นการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และเด็กที่กินนมแม่ยังมีปัญหาคราบไขมันจับที่เส้นเลือดแดงได้น้อยด้วย นอกจากนมแม่จะดีกับตัวลูกแล้ว นมแม่ยังดีกับตัวแม่เองด้วย เพราะนักวิจัยพบว่าแม่ที่เคยให้นมลูกมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจลดลง 9% และลดความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 8% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยให้นมลูก นมแพะ ไขมันจากนมแพะ สามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายเมื่อบริโภคเข้าไปจะไม่เก็บสะสมในร่างกาย ช่วยลดคอเลสเตอรอล กรดไขมันอย่าง คาโพรอิก คาพรีลิก และคาพริก กรดเหล่านี้ช่วยสลายการสะสมคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และยังช่วยปรับระดับไขมันในเลือดให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวก ลดการเกิดโรคหลอดเลือด หัวใจอุดตัน และโรคหัวใจขาดเลือด นมวัว นมวัวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลให้ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบได้นมวัวยังมีไขมันชนิดหนึ่งที่พบมากในเยื่อหุ้มเซลล์ ชื่อ Sphingomyelinสารนี้สามารถช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) ได้แล้วช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL cholesterol) ลงได้ แม้จะมีการศึกษาว่านมวัวลดอัตราเสี่ยงในเรื่องโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ แต่นมวัวก็มีโปรตีนบางชนิดและน้ำตาลแลคโตสที่ร่างกายย่อยยาก หรือไม่มีน้ำย่อยในการย่อย
นมมีหลายชนิด ทั้งนมวัว นมแพะ นมถั่วหลือง แล้วตอนท้องที่แม่ต้องการแคลเซียม และสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจะเลือกดื่มนมชนิดไหนดี นมแต่ละชนิดเหมาะกับแม่ท้องอย่างไร นมมีหลายชนิด ทั้งนมวัวนมแพะ นมถั่วหลือง แล้วตอนท้องที่แม่ต้องการแคลเซียม และสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจะเลือกดื่มนมชนิดไหนดี นมแต่ละชนิดเหมาะกับแม่ท้องอย่างไรบ้าง แม่ท้องควรดื่มนมอะไรดี นมวัว ● มีโปรตีน และมีวิตามินดีซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ● มีวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ● มีวิตามินเอ ช่วยเรื่องการมองเห็น ช่วยสร้างเนื้อเยื่อที่แข็งแรง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ● นมวัว 1 แก้ว มีแคลเซียม ประมาณ 240 มิลลิกรัม นมแพะ ● มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมื่อเทียบกับนมวัว นมแพะมีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมวัว ● มีกรดไขมันสายโซ่ขนาดกลาง ที่เรียกว่า Medium Chain Triglycerides (MCT)