หน้าหลัก
พ่อแม่มือใหม่หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นพูดคุยกับลูกในท้องอย่างไร มาดูเทคนิค และขั้นตอนง่าย ๆ คุยกับลูกในท้องเพื่อสื่อสายใยถึงลูกกันค่ะ ต้องคุยกับลูกในท้องด้วยหรือ? ต้องคุยสิคะ เพราะการส่งเสียงคุยกับลูกในท้องจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ได้มาก เช่น กระตุ้นระบบประสาทการได้ยิน สร้างความคุ้นเคยและอบอุ่นให้ลูกด้วยเสียงพ่อแม่ สร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ให้ลูกได้ตั้งแต่ในท้อง และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์พ่อแม่ลูกตั้งแต่เริ่มเลยล่ะค่ะ ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องคุยกับลูกในท้องอย่างไร แค่ก็เสียงพูดก็พอแล้วใช่ไหม... Love of Mom Thailand มีวิธีคุยกับลูกในท้องให้อบอุ่นหัวใจมาแนะนำค่ะ 1. ชวนคุณพ่อมาคุยด้วยกัน คุยคนเดียวอาจจะเหงา ๆ ชวนคุณพ่อมาคุยกับลูกน้อยในท้องด้วยกันนะคะ อาจคุยว่าวันนี้คุณพ่อไปทำงานมาเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือเปล่า เมื่อลูกคลอด คุณพ่อหลายคนไม่ค่อยสนิทกับลูก เพราะลูกจะติดแม่มากกว่า การได้พูดคุยกับลูกตั้งแต่ในท้องจะช่วยให้ลูกจดจำเสียงของคุณพ่อได้ค่ะ 2. พูดซ้ำ เรียกชื่อลูกบ่อย ๆ ถ้าคุณแม่แอบตั้งชื่อลูกไว้แล้ว หรือมีฉายาที่เอาไว้เรียกลูก ก็เอาชื่อลูกมาใช้ชวนคุยไปด้วยได้เลยค่ะ อาจจะพยายามเรียกชื่อลูกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ให้ลูกจดจำชื่อตัวเองได้ และใช้ประโยคง่าย ๆ เช่น “น้องน้ำหิวมั้ยคะ”
การบอกรักลูกในท้องจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเขาได้นะคะ คุณพ่อและคุณแม่ตั้งครรภ์ลองมาบอกรักลูกในท้องด้วย 5 วิธีนี้เลยค่ะ ถึงแม้ลูกน้อยจะยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก แต่ลูกสามารถรับรู้ถึงสัมผัสและความรักที่พ่อแม่ส่งไปได้ นอกจากนี้การแสดงความรักให้กับลูกในท้องยังดีต่อพัฒนาการและสมองของลูกด้วยค่ะ Love of Mom Thailand มีวิธีบอกรักลูกในท้องให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไปทำตามกันค่ะ 1. พูดคุย กระซิบบอกรัก วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะส่งความรักถึงลูกในท้อง คือ บอกรักค่ะ หมั่นพูดคุยกับลูกในท้องบ่อย ๆ และแถมท้ายด้วยการกระซิบบอกรักลูกทุก ๆ วัน ลูกในท้องเริ่มมีพัฒนาการที่สามารถได้ยินเสียงได้ เมื่ออายุครรภ์ราว 20 สัปดาห์ 2. นวดสัมผัสรัก การนวดหน้าท้องเบา ๆ เป็นการส่งต่อสัมผัสจากแม่ถึงลูกได้ สัมผัสของแม่จะช่วยให้เซลล์ประสาทลูกน้อยมีการเชื่อมโยงได้ดียิ่งขึ้น ดีกับพัฒนาการสมอง และยังช่วยให้ลูกรู้สึกผูกพัน สงบ มั่นคงปลอดภัย แต่ควรนวดเมื่ออายุครรภ์เกิน 3 เดือนขึ้นไปแล้ว ระหว่างการนวดหน้าท้องอาจจะใช้ครีม หรือเบบี้ออยล์นวดเพื่อช่วยลดริ้วรอยเป็นผลพลอยได้อีกด้วย 3. เล่านิทานสานสายใยรัก นอกจากการพูดคุย เล่นกับลูกผ่านทางหน้าท้องแม่แล้ว ลองหาหนังสือมาอ่านออกเสียงให้ลูกฟังก็เป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์ส่งความรักถึงกันได้นะคะ
วัคซีนสำหรับคนท้องเป็นเรื่องจำเป็นเพราะจะช่วยป้องกันโรคที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ แต่ก็มีวัคซีนสำหรับคนท้องบางชนิดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ นี่คือ 4 วัคซีนสำหรับคนท้องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ และอาจเป็นวัคซีนต้องห้ามของคนท้องด้วย เมื่อตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลทั้งตัวเองและทารกในครรภ์ แต่การจะฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะวัคซีนบางชนิดไม่แนะนำให้คนท้องฉีดในช่วงตั้งครรภ์ เพราะเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงควรฉีดป้องกันล่วงหน้า ดังนั้นหากคุณแม่วางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรฉีดวัคซีนให้ครบเรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์ แต่หากตั้งครรภ์แล้วมาดูกันค่ะว่าวัคซีนอะไรบ้างที่ห้ามฉีดให้กับคนท้องบ้าง 4 วัคซีนต้องห้ามสำหรับคนท้อง วัคซีนโรคหัด หากเป็นโรคหัดในระหว่างตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแท้งได้ แต่การฉีดวัคซีนโรคหัดระหว่างตั้งครรภ์ก็อันตรายเช่นกัน ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนโรคหัดก่อนตั้งครรภ์ วัคซีนโรคหัดเยอรมัน เป็นวัคซีนที่ห้ามฉีดในช่วงตั้งครรภ์ แต่ต้องฉีดป้องกันไว้ก่อนตั้งครรภ์เพราะหากติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3-4 เดือนแรก อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์พิการได้ วัคซีนคางทูม โรคคางทูมอาจจะไม่มีผลกระทบต่อแม่และลูกในครรภ์ แต่วัคซีนป้องกันคางทูมอาจอันตรายต่อลูกในครรภ์ ดังนั้นหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนคางทูมให้รอหลังคลอดค่อยฉีดก็ได้ค่ะ วัคซีนอีสุกอีใส หากไม่ได้ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส ต้องระมัดระวังไม่ให้รับเชื้อ หากเห็นใครป่วยหรือมีผื่นขึ้นน่าสงสัยควรหลีกเลี่ยงเข้าใกล้ เพราะถ้ายังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน มีโอกาสติดอีสุกอีใสได้ และหากเป็นในช่วงตั้งครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์แรก อาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกน้อยในครรภ์ผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้ ทิปส์การฉีดวัคซีนให้แม่ท้อง • วัคซีนทั้งหมดควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ โดยหลังฉีดวัคซีนนี้ ควรเว้นช่วงการตั้งครรภ์อย่างน้อย 28 วัน
เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่ภาวะปกติค่ะ ดังนั้นเมื่อแม่ตั้งครรภ์มีเลือดออกควรรีบไปพบหมอ เพราะเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์อาจเกิดจาก 4 สาเหตุนี้ ซึ่งอันตรายมาก แม้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีทั้งเรื่องการตรวจครรภ์ การกิน การนอน การออกกำลังกาย รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อการมีครรภ์สุขภาพ แต่บางครั้งอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้มีภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากหลายสาเหตุ และมีความเสี่ยงสูง เรามาดูกันว่าภาวะเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากอะไรได้บ้าง ป้องกันอย่างไร และหากเกิดขึ้นกับเรา จะต้องทำอย่างไร เลือดออกจากภาวะแท้งคุกคาม เป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย โดยที่สาเหตุของการแท้งคุกคามเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความพิการของทารกแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ ความผิดปกติของฮอร์โมนที่มีผลต่อการฝังตัว เลือดออกจากการตั้งครรภ์ผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ เช่น การตั้งครรภ์ไม่มีตัวอ่อน หรือตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก โดยช่วงแรกแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการเหมือนตั้งครรภ์ปกติ แต่หลังจากนั้นอาจจะมีเลือดออกจนนึกว่าเกิดภาวะแท้ง แต่จริง ๆ คือตัวอ่อนไม่เจริญเติบโตตามปกติ เลือดออกจากโรคที่เกิดระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่คือโรคทางนรีเวช หรือโรคที่มักเกิดกับผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น มะเร็งปากมดลูก
ถึงลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่ลูกก็รู้จักแสดงความรักแล้ว ถ้าลูกแสดงออกแบบนี้นั่นแสดงว่าลูกกำลังบอกรักคุณอยู่ มาดูกันว่าลูกแสดงออกความรักกันด้วยวิธีไหนบ้าง คุณแม่เชื่อไหมคะว่าลูกของเราคือสิ่งมหัศจรรย์มากกว่าที่คิดนะ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะยังพูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกเบบี้สามารถบอกรักคุณแม่ผ่านภาษาทางกายได้น่าทึ่งมากเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่มือใหม่คนไหนยังไม่รู้ว่าแบบไหนคือการบอกรักของลูกที่บอกแม่ ลองสังเกตจาก 7 วิธีต่อไปนี้ที่ลูกเบบี้ทำเลยค่ะ 1. ร้องไห้เมื่อไม่เห็นแม่ ก็อยู่กับแม่มาตั้งแต่คลอดนี่คะ พอไม่เห็นหน้าแม่ก็คิดถึง เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในสายตาอาจจะทำให้รู้สึกกลัว ตกใจเป็นธรรมดาค่ะ 2. ยิ้มหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับแม่ มีงานวิจัยออกมาแล้วว่ารอยยิ้มของลูกมีความหมายมากกว่านั้น รอยยิ้มของลูกน้อยนั้นเป็นการสะท้อนรอยยิ้มของแม่ที่ยิ้มให้เขา โดยลูกสามารถสร้างความผูกพันกับพ่อแม่โดยสัญชาตญาณผ่านรอยยิ้มนี่แหละค่ะ 3. จับนิ้ว จับหน้าแม่ มือเล็กของลูกจับนิ้ว สัมผัสใบหน้าของแม่อยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่ตอนที่ลูกหลับไปแล้วมือน้อย ๆ ก็ยังจับนิ้วแม่ไม่ยอมปล่อย นั่นเพราะลูกรู้สึกผูกพันมั่นคงเมื่อมีแม่อยู่ด้วย ดังนั้นการได้จับนิ้วหรือได้สัมผัสกับแม่เพื่อให้มั่นใจว่าแม่ยังอยู่ใกล้ๆ ด้วย 4. หวงแม่ห้ามใครเข้าใกล้ เคยไหมคะ เวลามีเด็กคนอื่นมาอยู่ใกล้ ๆ หรือเราไปอุ้มไปเล่นกับลูกคนอื่นแล้ว ลูกเราจะร้องงอแงขึ้นมาเลย นี่ก็เป็นสัญญาณแสดงความรัก ความเป็นเจ้าของของลูกอย่างหนึ่งค่ะ “นี่แม่ของหนู ห้ามใครยุ่ง!!” 5. อยากให้แม่อุ้มตลอด เมื่อแม่กอดอุ้มลูกไว้ ลูกจะได้ไออุ่น ได้ยินเสียงหัวใจของแม่ เขาจะรู้สึกสงบ
ร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเรื่องให้เราทึ่งได้มากมาย ร่างกายของลูกก็เช่นกัน 7 เรื่องต่อไปนี้คือเรื่องเกี่ยวกับร่างกายของลูกที่แม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน ร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเรื่องให้เราทึ่งได้มากมาย ร่างกายของลูกก็เช่นกัน 7 เรื่องต่อไปนี้คือเรื่องเกี่ยวกับร่างกายของลูกที่แม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน 1. ทารกสามารถคลานได้ทันทีที่เกิด ในปี ค.ศ. 1987 สถาบันคาโรลินสกา (The Karolinska Institute) ในสวีเดนได้รวบรวมผลการศึกษาซึ่งพบว่า เมื่อจับทารกที่เช็ดตัวแล้วมาวางไว้บนหน้าอกของแม่หลังคลอด ทารกสามารถคลานไปหาหน้าอกของแม่เพื่อพยายามดูดนมได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดนั่นเอง 2. ทารกรู้จักเสียงแม่ตั้งแต่แรกเกิด แรกเกิดทารกยังไม่สามารถได้ยินเสียงชัดเจน 100% เพราะยังมีของเหลวที่อยู่ในหูชั้นกลางอยู่ แต่เสียงที่ลูกรู้จักและจำได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยคือเสียงของแม่ อาจจะเป็นเพราะลูกสามารถได้ยินเสียงแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว 3. ทารกแรกเกิดร้องไห้ไม่มีน้ำตา เราอาจเห็นทารกร้องไห้เป็นเรื่องปกติเมื่อแรกเกิด แต่แทบไม่เห็นหยดน้ำตาออกมาเลย นั่นเป็นเพราะในช่วงแรกเกิดต่อมน้ำตาของทารกผลิตน้ำตาเพื่อปกป้องและหล่อลื่นดวงตาเท่านั้น แต่ยังผลิตน้ำตาได้ไม่มากพอ ซึ่งเราจะเห็นน้ำตาของทารกมากขึ้นในช่วงอายุ 1-3 เดือนเป็นต้นไป 4. ทารกแรกเกิด มีกระดูกมากกว่าผู้ใหญ่ ทารกแรกเกิดมีกระดูกประมาณ 300 ชิ้น แต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ กระดูกกลับเหลือเพียง 206 ชิ้น
ลูกท้องผูกแก้ไขและลดอาการได้ด้วยอาหารต่อไปนี้ คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกรับประทานกันได้เลยตอนนี้ค่ะ ลูกท้องผูกทีไร คุณแม่กลุ้มใจทุกที เพราะกลัวลูกอึดอัด ไม่สบายตัว และจะพานไม่สบายหรือพัฒนาการไม่ดีตามไปด้วย วันนี้ Love of Mom Thailand มี 4 อาหารเด็ก และ 2 นม ที่ว่ากันว่าช่วยแก้และลดอาการท้องผูกให้ลูกได้ค่ะ ไปลองเริ่มให้ลูกกินกันเลยค่ะ ทำไมลูกถึงท้องผูก ท้องผูก คือ ภาวะที่อุจาระเคลื่อนที่ในลำไส้ช้า อยู่ในลำไส้นานจนดูดซึมน้ำบางส่วนไป จึงทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็ง แห้ง หรือเป็นก้อนเล็กๆ ขับถ่ายที่ยากลำบาก ต้องนั่งนาน หรือออกแรงเบ่งมากจนมีอาการเจ็บ หรือในบางกรณีอาจทำให้มีเลือดออกมากับอุจจาระได้ โดยอาการท้องผูกเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ 1.ลูกท้องผูกเพราะปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย ดื่มน้ำน้อย กินอาหารที่ย่อยยาก อั้นอุจจาระบ่อยๆ เป็นต้น 2.ลูกท้องผูกเพราะโรคที่ส่งผลต่อระบบย่อยและขับถ่าย เช่น
เด็กทารก ลูกเล็ก เล่นอะไรได้บ้าง คุณแม่มือใหม่คนไหนคิดไม่ออก เอา 7 กิจกรรมนี้ไปลองเล่นกับลูกกันเลยค่ะ เพราะยิ่งเล่น สมองลูกยิ่งทำงานดี เป็นการเตรียมความพร้อมให้สมองลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปเล่นกันเลยค่ะ ถ้ามีใครบอกว่า เด็กทารก ลูกเล็ก เล่นไม่เป็น... อย่าเชื่อเชียวนะคะ เพราะลูกเล่นมาตั้งแต่ในท้องแม่แล้ว และพร้อมมากที่จะเล่นกับพ่อแม่ไปเรื่อยๆ จนโต นี่คือ 7 กิจกรรมการเล่นกับลูกเล็กที่ช่วยเสริมสร้างความฉลาด และพัฒนาการที่ดี คุยกับลูก - การพูดคุยกับลูกบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกเข้าใจรูปแบบของภาษาได้เร็ว ช่วยให้ลูกเรียนรู้ความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ของคำศัพท์ได้มากขึ้น และเสียงอ่อนโยน นุ่มนวลของพ่อแม่ที่ลูกคุ้นเคยมาตั้งแต่ในท้องจะยิ่งทำให้ลูกตั้งใจฟัง และสนุกกับการคุยมากขึ้น เล่นจ๊ะเอ๋ - ช่วยกระตุ้นสมองลูกให้เกิดการจดจำ การคาดเดาทิศทางว่าพ่อแม่จะโผล่มาทางไหน ฝึกการรอคอย และการได้เล่น พูดคุยสบตา หัวเราะ ยิ้มแย้มกับลูกยังส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างกันทำให้ลูกมีความสุขซึ่งส่งผลกับพัฒนาการทางสมองของลูก กระจกวิเศษ
รู้ไหมคะว่าในนมแม่มีสารอาหารสำคัญช่วยในการทำงานของสมอง เราไปดูกันว่าสารอาหารอะไรในนมแม่ที่ดีต่อสมองของลูก มาดูกันว่า ในนมแม่มีสารอาหารสำคัญอะไรที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางสมองของลูก ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้คุณแม่ส่งเสริมศักยภาพอื่นๆ ในนมแม่มีสารอาหารสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของสมองลูก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงรณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และต่อเนื่องยาวนานไปจนถึง 2 ปีหากเป็นไปได้ เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน เหมาะสม และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ไม่เจ็บป่วยง่าย นอกจากนั้นนมแม่ยังมีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นสำหรับเสริมสร้างและกระตุ้นการทำงานของสมองทารกด้วย เรามาดูกันว่าในนมแม่มีสารอาหารสำคัญอะไรที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางสมองของลูก ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้คุณแม่ส่งเสริมศักยภาพอื่นๆ ต่อไปค่ะ 1. แลคโตส (lactose) แลคโตส เป็นน้ำตาลในนมแม่ที่ถูกย่อยเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ชนิด คือ กลูโคส และกาแลคโตส ซึ่งกลูโคสเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญสำหรับการใช้พลังงานของเซลล์สมอง ส่วนกาแลคโตสเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อประสาท 2. ดีเอชเอ (DHA) นมแม่มีกรดไขมัน DHA (docosahexaenoic acid) และ AA (Arachidonic acid) สูง ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น
นมแม่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการลูกที่สุดค่ะ และนี่คือ 3 ประโยชน์ดีๆ จากนมแม่ที่คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ Love of Mom จึงมีมาบอกค่ะ นมแม่เป็นสุดยอดอาหารที่ดีกับร่างกายของลูก เรารู้ว่านมแม่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันช่วยให้ลูกแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย แต่ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับนมแม่ 1. นมแม่ช่วยให้ระบบประสาทการได้ยินพัฒนาได้ดี ลดความเสี่ยงหูอักเสบ การให้นมแม่ด้วยการเอาลูกเข้าเต้าจะช่วยลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกออกไปด้วย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีสารยับยั้งการแบ่งตัวของแบคทีเรียด้วย ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงโรคหูชั้นกลางอักเสบได้จากการให้ลูกกินนมแม่ 2. นมแม่ทำให้ลูกผิวดี เด็กที่กินนมแม่มีแนวโน้มที่จะมีผิวพรรณที่เนียนนุ่ม สุขภาพดีมากกว่าเด็กที่กินนมผสม นมแม่ยังช่วยลดโอกาสภูมิแพ้ผิวหนัง ช่วยรักษาและลดผื่นแพ้ที่ผิวหนังของลูกได้อีกด้วย ถ้าเห็นลูกมีผื่นผ้าอ้อม หรือผิวแห้งแพ้ รอยยุงกัด หรือแม้แต่รอยแดงไหม้จากแสงแดด สามารถใช้นมแม่ทาที่ผิวเพื่อบรรเทาอาการได้ด้วยค่ะ 3. นมแม่ทำให้ลูกสายตาดี นมแม่มี DHA สูง ซึ่ง DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของเรติน่า และนมแม่ยังมีกรดอะมิโน และไขมันอื่น ๆ ที่ดีต่อพัฒนาการการมองเห็น ช่วยให้สายตาคมชัด ประโยชน์ของนมแม่ดีขนาดนี้ แล้วคุณแม่จะพลาดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยังไงกันจริงไหมคะ
เด็กแรกเกิดมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ดังนั้นจึงเจ็บป่วยง่าย ยิ่งช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คุณแม่ควรช่วยลูกสร้างพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง สารอาหารอะไรในนมแม่ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกไม่ป่วยง่าย มาเช็กกันตรงนี้ค่ะคุณแม่ ทำไมภูมิคุ้มกันจึงสำคัญกับลูก ลูกแรกเกิดถึง 3 ปี เป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันร่างกายยังไม่มากนัก อาจป่วยได้ง่ายหากได้รับเชื้อโรค ดังนั้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ หนึ่งในวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกในขวบปีแรก คือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั่นเอง เพราะเมื่อลูกมีภูมิคุ้มกันดี ร่างกายแข็งแรง จะส่งผลให้มีการเจริญเติบโตสมวัย และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาจนกลายเป็นทักษะ และความเฉลียวฉลาดได้นั่นเองค่ะ เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วยสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่กันเถอะ ในนมน้ำนมแม่เต็มไปด้วยสารอาหารสำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกแรกเกิดที่สุดค่ะ นั่นรวมถึงในน้ำนมแม่มีแอนติบอดี เอนไซม์ โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ไว้จำนวนมาก ซึ่งสารอาหารเหล่านี้สำคัญต่อการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ปกป้องจากโรคต่างๆ ได้ค่ะ จากการศึกษาระบบการผลิตน้ำนมแม่พบว่า เป็นกระบวนการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ ในกระบวนการสร้างน้ำนมนี้จะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมสลายผสมอยู่ในน้ำนม ทำให้น้ำนมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของลูกน้อย เช่น โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และภูมิคุ้มกันร่างกายที่ส่งผ่านจากนมแม่ไปยังลูกด้วย ด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนและดีที่สุดจึงทำให้องค์การอนามัยโลกระบุว่า เด็กควรได้รับนมแม่อย่างน้อย
จริงหรือไม่? นมมีส่วนช่วยทำให้ลูกหลับสบายตลอดคืน โดยเฉพาะนมแม่ มาหาความจริงเพื่อดูแลลูกที่จะทำให้คุณแม่ได้นอนยาวตลอดคืนไปพร้อมลูกค่ะ เชื่อเลยค่ะว่าคุณแม่มือใหม่หลายคนกำลังเจอปัญหาลูกหลับยาก ชอบตื่นบ่อยๆ หลับไม่สนิททั้งคืน ทำเอาคุณแม่ไม่ได้นอนไปด้วยเลย ลูกนอนยากหรือลูกหลับไม่สนิทเกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ เราลองไปสำรวจกันก่อนว่าลูกเรานอนหลับไม่สนิทเพราะอะไร จะได้รับมือกันได้ถูกต้องค่ะ ทำไมลูกเล็กถึงนอนยาก หลับไม่สนิท • บรรยากาศในห้องมีแสงสว่าง เสียงรบกวน ทำให้นอนหลับไม่สนิท • ลูกรู้สึกไม่สบายตัว เช่น เป็นผื่นคัน ร้อน อากาศไม่ถ่ายเท เป็นต้น • ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมก่อนนอนที่ทำให้ตื่นตัวมากเกินไป • ลูกอาจไม่สบาย เช่น มีไข้ เป็นหวัด หรือมีอาการโคลิก เป็นต้น • ลูกปวดท้อง ท้องอืด ไม่สบายท้อง ซึ่งเกิดจากการดื่มนม ลูกนอนยาก ร้องไห้งอแงตอนนอน หรือนอนไม่สนิทตลอดที่มีสาเหตุมาจากนมนั้น มักเกิดจากดื่มนมที่ย่อยและดูดซึมยาก จึงทำให้โปรตีนนมเหลือค้างในกระเพาะอาหารและลำไส้ เกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง ไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับนั่นเองค่ะ ดังนั้นเราจึงสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด เพราะนมแม่ย่อยและดูดซึมง่าย
กรดอะมิโนที่มีอยู่ในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง มีปริมาณที่แตกต่างกัน กรดอะมิโนมีความสำคัญกับร่างกาย อย่างไรบ้าง กรดอะมิโนที่มีอยู่ในนมแพะ นมวัว นมถั่วเหลือง มีปริมาณที่แตกต่างกัน กรดอะมิโนมีความสำคัญกับร่างกาย อย่างไรบ้าง กรดอะมิโนจำเป็นแต่ละชนิดสำคัญอย่างไร • ทริปโตเฟน (Tryptophan) ลดความเครียด บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้ดี บรรเทาอาการซึมเศร้าได้ • ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี • ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและลดอาการเวียนศีรษะได้ดี • เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลัง และช่วยในการย่อยสลายไขมัน • ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นให้สมองเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ และช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น • ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมให้ดียิ่งขึ้น
คุณแม่หลายคนสงสัยว่า นมแพะผงที่นิยมในปัจจุบันมีกระบวนการผลิตเหมือนนมทั่วไปไหม ปลอดภัยไหม เรามาเคลียร์ทุกข้อสงสัยด้วยการบุกไปถึงแหล่งผลิตนมแพะผงกันเลยค่ะ ปัจจุบันนมแพะผงกำลังเป็นที่นิยมสำหรับคุณแม่ที่ให้ลูกดื่มนมเสริมต่อจากนมแม่ หลังหย่านมแม่ หรือในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมน้อย แต่คุณแม่หลายคนก็มีข้อสงสัยกันว่า นมแพะผงดีจริงไหม นมแพะมีประโยชน์อย่างไร และ กระบวนการผลิตนมแพะดีและปลอดภัยเหมือนนมทั่วไปไหม เพราะการจะเลือกนมสำหรับลูก “ไม่ใช่อะไรก็ได้” จริงไหมคะ ปกติเราจะได้ข้อมูลกระบวนการผลิตนมสำหรับเด็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นนมวัวค่ะ แต่สำหรับนมแพะที่กำลังเป็นที่นิยมกลับมีข้อมูลค่อนข้างน้อย Love of Mom Thailand จึงไปหาข้อมูลเรื่องกระบวนการผลิตนมแพะผงมานำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกนมแพะให้ลูกดื่มดีหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ แวะดูแพะคุณภาพดีที่ทุ่งหญ้ากันก่อน ปัจจุบัน นมแพะผงคุณภาพอันดับ 1 ของโลก เลี้ยงและผลิตที่ประเทศนิวซีแลนด์ค่ะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมและสะอาดที่สุดของโลก นั่นรวมไปถึงการเลี้ยงแพะคุณภาพสูงที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วยค่ะ จากการเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงแพะคุณภาพที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่า แพะได้รับการดูแลในฟาร์มที่เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ตามมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ของประเทศนิวซีแลนด์ รวมไปถึงทุ่งหญ้าที่เป็นแหล่งอาหารของแพะก็ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดตามวิธีออร์แกนิก ทำให้แพะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนนั่นเองค่ะ ได้เวลาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนมแพะผงกันแล้ว กระบวนการผลิตนมแพะผงมีความต่างกับการผลิตนมทั่วไปค่อนข้างมากค่ะ ทั้งระยะเวลาในการผลิต การเติมสารอาหาร และคุณภาพ เนื่องจากนมแพะมีกระบวนการผลิตน้ำนมที่เรียกว่า “ระบบอะโพไคร์น” (Apocrine)
ถ้าคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้ ทั้งน้ำนมน้อย กินยาที่มีผลต่อน้ำนม คุณแม่จะเลี้ยงลูกอย่างไรกันดี Love of Mom มีคำแนะนำค่ะ นมแม่คือแน่ที่สุด นี่คือเรื่องจริงค่ะ เพราะนมแม่เป็นสุดยอดอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงลูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่น้ำนมน้อยมาก ไม่มีน้ำนม หรือเจ็บป่วย กินยาอันตรายที่มีผลต่อน้ำนมจนไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เราเข้าใจหัวอกคุณแม่กลุ่มนี้ค่ะ เพราะไหนจะเสียใจที่ไม่สามารถให้นมลูกได้แล้ว ยังโดนกดดันจากคนรอบข้างจนรู้สึกผิดเหมือนทำหน้าที่แม่ไม่สมบูรณ์ อย่าเพิ่งเสียใจไปค่ะคุณแม่ เพราะถึงเราจะไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เต็มที่ แต่ความเป็นแม่เรายังเต็มร้อย Love of Mom Thailand จะมาช่วยแนะนำวิธีเลี้ยงและดูแลลูกในภาวะที่คุณแม่น้ำนมน้อย ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูกค่ะ 3 ข้อต้องปฏิบัติ เมี่อคุณแม่ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก เพื่อการดูแลลูกด้วยรักและพัฒนาการดีรอบด้าน 1.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อเลือกนมเสริมที่เหมาะสมสำหรับลูก คุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ การเลือกนมผงหรือนมเสริมที่เหมาะสมกับลูกเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะลูกเล็กต้องการสารอาหารต่อการเจริญเติบโต ยังมีระบบย่อยไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันน้อย ดังนั้นนมสำหรับเด็กจึงต้องเลือกให้ดี ตัวอย่างนมที่เหมาะสำหรับเด็ก เช่น นมแพะ ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า แพะมีระบบการผลิตน้ำนมแบบอะโพไคร์นแบบเดียวกับคน เพราะเมื่อหลั่งน้ำนมออกมาจะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมด้วย
นมสำหรับเด็กมีหลายชนิด เราลองมาดูกันว่าแต่ละชนิดดีอย่างไร นมแบบไหนเหมาะสำหรับลูกทั้งสารอาหาร อิ่มสบายท้อง และพัฒนาการดี นมชนิดแรกที่ลูกได้ดื่มคือ นมแม่ค่ะ นมแม่เป็นสุดยอดอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสมกับการเจริญเติบโต และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง แต่เมื่อลูกถึงวัยที่ต้องเริ่มนมเสริม คุณแม่มีน้ำนมน้อย หรือคุณแม่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ เราควรเลือกนมชนิดไหนให้ลูกดื่ม? Love of Mom Thailand มีข้อมูลนม 4 ประเภทสำหรับเด็กๆ มาให้คุณแม่ได้ศึกษากันไว้ก่อนค่ะว่า นมแต่ละชนิดมีสารอาหารอะไรบ้าง และนมแบบไหนที่เหมาะที่สุดสำหรับส่งเสริมพัฒนาการของลูกรอบด้านค่ะ 1. นมผงจากถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เป็นนมจากธัญพืชที่มีโปรตีน ใยอาหาร ทองแดง เหล็ก และไนอาซินสูง แต่มีปริมาณโซเดียมน้อย ไม่มีคอเลสเตอรอลและแลคโตส แต่ในกระบวนการผลิตนมถั่วเหลืองชนิดผงต้องใช้ความร้อนสูงมากสกัดผง รวมถึงมีการใช้สารละลายบางชนิดในการแช่ถั่วเหลืองก่อนนำเข้ากระบวนการผลิต จึงอาจทำให้นมถั่วเหลืองชนิดผงมีอันตรายกับสุขภาพได้ 2. นมผงจากข้าว นมชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการและอ่อนโยนต่อระบบย่อยที่บอบบางของลูกน้อย โดยเฉพาะใยอาหารในนมข้าวมีประโยชน์ในการเสริมสร้างระบบประสาทและระบบย่อยของลูกน้อย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ขับอุจาระและปัสสาวะได้ง่ายขึ้น นมผงจากข้าวมีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีโปรตีนและแคลเซียมน้อยกว่านมชนิดอื่น ดังนั้นคุณหมอมักแนะนำให้เสริมโปรตีนและแคลเซียมจากอาหารอื่น