หน้าหลัก

Category - แม่ตั้งครรภ์

แม่ท้องเครียดจากสารพัดสาเหตุ หยุดความเครียดไว้ตรงนั้นแล้วมาผ่อนคลายกัน เพราะถ้าแม่ท้องสบายใจ กระบวนการสร้างนมแม่ก็ดีไปด้วย นี่คือ 5 วิธีคลายเครียดสำหรับแม่ท้องที่ Love of Mom แนะนำว่าแม่ท้องทำได้และดีต่อใจแน่นอน แม่ท้องหลายคนกำลังเครียดอยู่ใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็น กังวลว่าลูกในท้องจะพัฒนาการดีไหม คลอดออกมาจะแข็งแรงหรือเปล่า ตอนคลอดจะน่ากลัวไหม นอนน้อย หรือบางคนก็แอบน้อยใจสามีจนเกิดเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว หยุดความเครียดไว้ตรงนั้นแล้วมาผ่อนคลายกันเถอะค่ะ เพราะหากแม่ท้องสุขภาพจิตดีก็จะส่งผลกับลูกในท้อง รวมไปถึงกระบวนการสร้างนมแม่ด้วย แม่ท้องที่รู้ตัวและอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเครียดอยู่ มาผ่อนคลายความเครียดด้วย 5 วิธีง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้านกันเถอะค่ะ รับรองเลยว่าทำแล้วสุขภาพจิตจะดี กระบวนการสร้างนมแม่แบบไม่กดดันก็จะดีตามไปด้วยแน่นอน ฟังเพลงสบายๆ  เสียงเพลงช่วยได้เสมอค่ะ คุณแม่ท้องลองหาเพลงจังหวะสบาย ฟังเพลินๆ จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นในภาวะที่มีความกังวลหรือความเครียด เพลงที่ฟังไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงช้าเสมอไป เพราะคุณแม่บางคนก็ชอบฟังเพลงเร็ว เพลงร็อก หรือเพลงตามสไตล์ที่เคยฟังก่อนท้องแล้วสบายใจ ก็ให้เลือกเพลงที่ตัวเองฟังแล้วสบายใจได้เลย ดูทีวี ดูซีรี่ย์  ละคร ซีรี่ส์
แม่ท้องยังจำเป็นต้องดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญในนม คือ แคลเซียมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟันของตัวเองและลูกในท้อง นมสำหรับแม่ท้องควรเป็นนมแบบไหน แม่ท้องควรดื่มนมอะไรดี Love of Mom มีนมสำหรับแม่ท้องมาแนะนำค่ะ ในช่วงตั้งครรภ์แม่ท้องต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้น เพราะแคลเซียมจากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน รวมทั้งจำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาทของทารกในครรภ์ หากแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์อาจส่งผลกับความแข็งแรงของลูกและอาจส่งผลกับแม่ในระยะยาว การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายของคุณแม่ท้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมจึงยังเป็นสิ่งสำคัญค่ะ การดื่มนมในระหว่างตั้งครรภ์ควรเลือกดื่มนมแบบไหน ปริมาณเท่าไหร่เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดกับแม่และลูกในท้อง Love of Mom มีนมสำหรับแม่ท้องมาแนะนำค่ะ ปริมาณแคลเซียมที่ต้องการสำหรับแม่ท้อง แคลเซียมที่แม่ตั้งครรภ์ต้องการ คือ ประมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม หากดื่มนมอย่างเดียวเพื่อให้ได้แคลเซียมตามต้องการอาจจะต้องดื่มนม 3-4 แก้วต่อวัน ซึ่งการกินอาหารหรือดื่มนมอย่างใดมากเกินไปอาจกระตุ้นให้ลูกในท้องมีความเสี่ยงที่จะแพ้ได้ ดังนั้น แม่ท้องควรเลือกกินอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ได้แคลเซียมเพียงพอ และควรเลือกดื่มนมอย่างเหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์ วิธีเลือกดื่มนมของแม่ • ควรดื่มนมวันละ 1-2
พัฒนาการทารกในครรภ์เป็นเรื่องสำคัญที่แม่ท้องต้องหมั่นสังเกต และหากเกิด 7 อาการดังต่อไปนี้ แม่ท้องต้องรีบไปพบหมอทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลเสียกับลูกในท้อง วิธีเช็คว่าลูกในท้องแข็งแรงดีไหม คุณแม่สามารถเช็คได้เองด้วยหลายวิธีเช่น นับการดิ้นของลูก การส่องไฟเล่นกับท้องให้ลูกดิ้น การไปพบคุณหมอ การอัลตราซาวนด์ เป็นต้น แต่เมื่อลูกในท้องมีความผิดปกติล่ะ คุณแม่ท้องจะรู้ได้อย่างไรและต้องรีบไปพบหมอตอนไหน Love of Mom มี 7 สัญญาณหรือ 7 อาการที่บ่งบอกว่าอาจเกิดปัญหากับลูกในท้อง 1. คลื่นไส้ อาเจียนมากผิดปกติ ภาวะอาการคลื่นไส้ อาเจียนเกิดขึ้นได้ในช่วงแพ้ท้อง แต่หากมีอาการอาเจียนมากผิดปกติควรปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจมีความผิดปกติ หรืออาจทำให้ร่างกายเสียน้ำ อ่อนเพลียจนเกิดอันตรายได้ 2. ลูกไม่ดิ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ 28 เป็นต้นไป คุณหมอมักแนะนำให้คุณแม่คอยนับลูกดิ้นเพราะลูกจะเริ่มดิ้นสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีการนับมีหลายวิธี ที่นิยมคือในช่วงระหว่างวัน 10-12 ชั่วโมง หากลูกดิ้นน้อยกว่า
แม่ตั้งครรภ์จะต้องเจอกับอาการอะไรบ้างที่มักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ หลายอาการขณะตั้งครรภ์สร้างความหงุดหงิด เหนื่อย ล้า แต่ทุกอาการก็มีวิธีแก้และรับมือได้ นี่คือ 10 อาการที่มักเกิดขึ้นกับแม่ตั้งครรภ์พร้อมวิธีรับมือแก้ทั้ง 10 อาการให้หายไปได้ง่ายๆ เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ แม่ท้องจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากอารมณ์ที่ขึ้นลงง่ายจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็อาจยิ่งทำให้แม่ท้องไม่สบายตัวเพิ่มขึ้นอีก อาการที่แม่ท้องต้องเจอแน่ ๆ มีอะไรบ้าง มาเตรียมพร้อมรับมือกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยค่ะ 1. แพ้ท้อง คลื่นไส้ ช่วงไตรมาสแรกแม่ท้องมักจะเจอกับอาการแพ้ท้อง ซึ่งอาการแพ้ท้องอาจแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่คือมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า ๆ บางคนอาจจะเหม็นกลิ่นอาหาร เหม็นสิ่งของรอบตัว กินอาหารไม่ได้ ฯลฯ รับมืออาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ • หลังตื่นนอนตอนเช้าอย่าเพิ่งรีบลุก ควรนอนพักสัก 10-15 นาที แล้วค่อย ๆ ลุกช้า ๆ • แบ่งกินอาหารมื้อเล็ก ๆ
เด็กตัวเหลืองหลังคลอดเป็นภาวะที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ เด็กตัวเหลืองเกิดจากอะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน ถ้าลูกตัวเหลืองต้องรักษา หรือมีวิธีการดูแลลูกเป็นพิเศษอย่างไรบ้าง Love of Mom มีคำแนะนำค่ะ ภาวะตัวเหลือง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กทารกแรกเกิด และยิ่งเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งภาวะตัวเหลือง เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบินในกระแสเลือดมากเกินไป ร่างกายขับออกได้ไม่หมด ซึ่งภาวะตัวเหลืองอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 1. ภาวะตัวเหลืองปกติ หลังคลอดเม็ดเลือดแดงชนิดเดิมของทารกจะแตกสลายและเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารบิลิรูบินมากกว่าปกติจนเกินกว่าความสามารถในการกำจัดของร่างกาย เพราะตับของทารกยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทารกที่มีภาวะตัวเหลืองปกติจะสามารถหายเองได้ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์และไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารก 2. ภาวะตัวเหลืองผิดปกติ หรือตัวเหลืองเนื่องจากเป็นโรค เช่น เกิดภาวะบกพร่องเอนไซม์ G6PD เกิดภาวะตับอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดภาวะตัวเหลืองได้ โดยเป็นภาวะตัวเหลืองผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา เด็กมีภาวะตัวเหลืองอันตรายไหม ? หากเด็กมีภาวะตัวเหลืองและไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างเหมาะสมแล้ว ระดับของบิลิรูบินในเลือดสูงมาก บิลิรูบินจะเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อสมองและก่อให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาท ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกมีอาการซึม ดูดนมน้อยลง ตัวอ่อนปวกเปียก
ของใช้เด็กทารก ของใช้เด็กแรกเกิดอะไรบ้างที่พ่อแม่มือใหม่ควรจะต้องซื้อและมีไว้เพื่อเตรียมพร้อมรอลูกคลอด ถ้าใครยังคิดไม่ออก เลือกไม่ได้ Love of Mom มีเช็คลิสต์ของใช้เด็กแรกเกิดที่พ่อแม่ควรซื้อไว้รอลูกเกิดมาให้ค่ะ ไปดูซิว่าควรซื้ออะไรบ้าง ใกล้คลอดแล้ว หลายครอบครัวอาจจะเตรียมซื้อของใช้สำหรับลูกไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งของใช้เด็กอ่อนก็มีเยอะจนพ่อแม่อาจจะกำลังสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มที่อะไร มีอะไรที่จำเป็นบ้าง เรามีเช็กลิสต์ให้ลองเช็กตามกันดูเลยค่ะ เสื้อผ้าเด็ก  เสื้อ กางเกงแบบผูกแขนสั้น ขาสั้น 4-5 ชุด  เสื้อ กางเกงแบบผูกแขนสั้น ขายาว 4-5 ชุด  ชุดหนาสำหรับใส่นอน  ถุงมือ ถุงเท้า 1-2 คู่  หมวกเด็กทารก 1 ใบ ผ้าอ้อม ผ้าแบบต่าง ๆ  ผ้าอ้อมผ้าสาลู ขนาด 27-30 นิ้ว จำนวน 2-3 โหล  ผ้าอ้อมห่อตัว ขนาด 47-50
อาการแพ้ท้องถึงเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำให้แม่ท้องทรมานเหลือเกิน นี่คือ 10 วิธีจัดการอาการแพ้ท้องให้หายได้ แพ้ท้องหนักมาก แพ้ท้องไม่กี่เดือน หรือแพ้ท้องยาวไปจนถึงคลอดก็เอาอยู่ด้วย 10 วิธีแก้อาการแพ้ท้องนี้แน่นอน อาการแพ้ท้องแก้ยังไง ปัญหาที่คุณแม่ท้องทุกคนต้องเจอและถามหาวิธีแก้อาการแพ้ท้องกับทุกวันในโซเชียลค่ะ บางคนแพ้ไม่กี่เดือน บางคนแพ้ท้องไปจนใกล้คลอด หรือบางคนแพ้ท้องหนักมากถึงขั้นกินอะไรไมได้ นอนก็ไม่หลับ มาค่ะ Love of Mom ไปรวบรวม 10 วิธีจัดการอาการแพ้ท้องสำหรับคุณแม่มือใหม่มาแนะนำ บอกเลยว่าถ้าทำตามได้สักครึ่งหนึ่ง อาการแพ้ท้องหายขาดแน่นอน เช้าตื่นมาอย่าเพิ่งลุกเลยแม่ นอนเล่นสักพักก่อน คุณแม่อย่าเพิ่งลุกทันที รอให้ร่างกายปรับสภาพอย่างน้อย 5 นาที และควรหาโอกาสพักหลับในช่วงเวลากลางวันด้วยนะคะ น้ำขิงอุ่นๆ ช่วยได้ การดื่มน้ำขิงจะช่วยขับลมในระบบทางเดินอาหาร และช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี ลดอาการวิงเวียนได้ดีค่ะ สับปะรดและกล้วย สับปะรดช่วยในระหว่างการย่อยอาหารและช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ได้ ส่วนกล้วยนั้นช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดและช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ ดื่มน้ำมากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หรือจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เสริมโปรตีนและวิตามินให้มาก
อาหารที่แม่ท้องควรกินในช่วงตั้งครรภ์จะต้องเป็นอาหารครบ 5 หมู่ และควรเน้นอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ เช่น ช่วง 3 เดือนแรกควรเน้นอาหารที่มีโฟเลทสูงเพื่อป้องกันลูกในท้องพิการแต่กำเนิด เน้นการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ในการดูแลทั้งคุณแม่และลูกในท้อง เน้นอาหารที่มีวิตาบินบี 12 เพื่อป้องกันอาการเหน็บชาและตะคริว เป็นต้น แต่ก็มีอาหารที่คนท้องห้ามกิน หรือไม่ควรกินในช่วงตั้งครรภ์เพราะอาจส่งผลกับลูกในท้องได้เช่นกัน นี่คือ 7 อาหารที่แม่ท้องห้ามกิน เพื่อพัฒนาการเด็กที่ดีของลูกในท้อง มีอะไรบ้าง เช็คได้ตรงนี้ ชีส – โดยเฉพาะแม่ท้องอ่อนควรหลีกเลี่ยงชีสเนื้อนุ่ม เนื่องจากชีสมักทำจากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ และสามารถเป็นพาหะของโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอีกด้วย คุณแม่ท้องควรเลี่ยงการกินชีสแต่ให้ดื่มนมแทนเพื่อให้ยังได้รับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกค่ะ อาหารสำเร็จรูป – เนื่องจากในอาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะมีสารเคมีเจือปนอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกในท้อง คุณแม่จึงควรเลี่ยงอาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปอย่างเด็ดขาด แล้วเปลี่ยนมาทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ จะดีกว่าค่ะ ของหมักดอง – ของโปรดของคุณแม่ท้องหลายคนชอบกินตั้งแต่ช่วงแพ้ท้องไปจนถึงใกล้คลอดก็มี แต่ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงดอง ผลไม้ดอง หรือผักดอง คุณแม่ท้องควรงดและเลี่ยงไปก่อนเลยค่ะ เพราะของมักดองมักมีสารกันบูด
ใครว่าแม่ท้องต้องใส่ชุดคลุมท้องแบบเดิมๆ เรามีชุดคลุมท้องเก๋ๆ 5 สไตล์มาแนะนำ บอกเลยว่าเป็นชุดคลุมท้องที่คุณแม่ท้องทุกคนใส่ได้ ไม่ทำร้ายลูก แถมยังบ่งบอกความเป็นคุณแม่ท้องสายแซ่บได้ด้วย เบื่อไหมคะกับชุดคลุมท้องตัวโคร่งๆ สีพาสเทลที่บางครั้งออกจะขัดใจคุณแม่สายแซ่บพอควรว่า ทำไมไม่มีชุดคลุมท้องสวยๆ ใส่แล้วดูชิคดูเฉี่ยวเหมือนบรรดาคุณแม่ดาราบ้าง ไม่ต้องน้อยใจจนนอยด์ไปค่ะ Love of Mom เรามี 5 สไตล์ ชุดคลุมท้องสุดชิคมาให้คุณแม่ได้เลือกซื้อมาใส่กัน บอกเลยว่าสวยแซ่บไม่แพ้คุณแม่ดาราเลยล่ะ ชุดคลุมท้องสไตล์ที่ 1 เสื้อยืดลายเก๋ๆ ไม่รัดรูป Vs เลกกิ้งขายาวเอวยางยืด กางเกงเอวยืดจะทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกอึดอัด ใส่สบาย สามารถใส่ไปเที่ยว ใส่ไปทำงานได้ ชุดนี้จะเหมาะกับคุณแม่ท้องอ่อนมากที่สุดนะคะ ชุดคลุมท้องสไตล์ที่ 2 ชุดเดรสลูกไม้สวยหวาน เดรสกระโปรงผ้าลูกไม้ทิ้งตัวช่วยให้คุณแม่ใส่สบาย แถมช่วยปรับลุคให้คุณแม่ดูเป็นสาวหวานและเรียบหรูมากยิ่งขึ้น สามารถใส่ออกงานได้ไม่อายใคร ชุดคลุมท้องสไตล์ที่ 3 ชุดเอี๊ยมกระโปรง คุณแม่อาจเบื่อชุดคลุมท้องแบบเดิมๆ มาลองใส่เอี๊ยมดูค่ะ ชุดเอี๊ยมจะช่วยพรางหุ่นคุณแม่ได้เป็นอย่างดี อาจจะต้องระวังเวลาเข้าห้องน้ำสักนิดเพราะต้องถอดออกทั้งชุดนะคะ ชุดคลุมท้องสไตล์ที่
มียาอะไรบ้างที่แม่ท้องห้ามใช้เด็ดขาดในช่วงตั้งครรภ์รวมไปถึงช่วงให้นมลูก เพราะใช้แบบไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ ลูกในท้องเสี่ยงอันตรายทันที พอเริ่มตั้งท้อง ยาอะไรที่ก่อนท้องเคยใช้ได้ก็อย่าเผลอหยิบมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าเลยนะคะ เพราะยาทุกชนิดที่แม่ท้องใช้สามารถส่งต่อเข้าสู่รกผ่านกระแสเลือดของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้องได้ ดังนั้นยาที่แม่ ๆ มักใช้กันบ่อย ๆ แต่เป็นยาต้องห้ามที่พอตั้งท้องแล้วห้ามใช้เด็ดขาดมีอะไรบ้าง มาอ่านและเซฟเก็บไว้เลยค่ะ ยาแก้ปวดอักเสบ ลดไข้ ยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือ แอสไพริน (Aspirin) ที่กินกันเป็นประจำเมื่อมีอาการปวดอักเสบ หรือใช้ลดไข้ แต่สำหรับแม่ท้องนั้นเป็นยาที่ต้องห้าม ควรเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปลอดภัยกับทารกแทนค่ะ เพราะยาอาจทำให้เสี่ยงกับการแท้ง เลือดออกขณะตั้งครรภ์ หรือคลอดก่อนกำหนดได1. ยาแก้ปวดอักเสบ ลดไข้ ยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือ แอสไพริน (Aspirin) ที่กินกันเป็นประจำเมื่อมีอาการปวดอักเสบ หรือใช้ลดไข้ แต่สำหรับแม่ท้องนั้นเป็นยาที่ต้องห้าม ควรเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปลอดภัยกับทารกแทนค่ะ เพราะยาอาจทำให้เสี่ยงกับการแท้ง
โฟลิกคือสารอาหารสำคัญสำหรับลูกในท้อง ที่ช่วยลดความเสี่ยงร่างกายและสมองพิการแต่กำเนิดได้ นอกจากโฟลิกที่ได้จากหมอแล้ว นี่คือ 8 อาหารโฟลิกสูงที่แม่ท้องควรกินทุกวัน แม่ท้องพอรู้กันอยู่แล้วว่าโฟลิกเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับลูกในท้อง ที่ช่วยให้ลูกคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ ลดความเสี่ยงที่ร่างกายและสมองจะพิการ แต่นอกจากโฟลิกที่ได้จากหมอแล้ว ในอาหารหลายชนิดก็มีโฟลิกสูงที่แม่ท้องควรกินบำรุงในช่วงตั้งท้อง มาดูว่าอาหารอะไรบ้างที่มีโฟลิกสูงแล้วลุยเลยค่ะ! บรอกโคลี เริ่มมาอย่างแรก คุณแม่หลายคนก็ร้องยี้!! แล้ว เพราะไม่ถูกกับผักเขียว ๆ อย่างบรอกโคลีเลย แต่ในความเขียวของบรอกโคลี มีสารอาหาร วิตามิน และโฟลิกสูง ดังนั้นเพื่อลูกในท้องลองแข็งใจ กลั้นใจกินบรอกโคลีเพื่อเสริมโฟลิกกันหน่อยนะคะ แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ข้ามไปที่อาหารชนิดต่อไปเลยค่ะ เมนูจากบรอกโคลี : ซุปบรอกโคลี่ / บรอกโคลีซอสปู / ผัดบรอกโคลีหมูสับ ผักโขม ผักโขมเป็นอีกหนึ่งผักใบเขียวที่มีโฟลิกสูงมาก เมื่อเทียบกับบรอกโคลีแล้วมีโฟลิกสูงมากกว่าถึง 3 เท่า เหมาะกับแม่ ๆ ที่กำลังตั้งท้องอยู่ และคิดว่าคุณแม่หลายคงพอกินผักโขมได้แน่นอน
สุขภาพของลูกในท้องสำคัญที่สุด ยิ่งถ้าภูมิคุ้มกันดีด้วยแม่จะยิ่งปลื้ม ถ้าอยากให้ลูกมีความพร้อมขนาดนี้ แม่ท้องต้องทำ 7 เรื่องนี้ให้ได้ ลูกในท้องจะแข็งแรงไหม ลูกจะครบ 32 ไหม ลูกจะมีโรคแทรกซ้อนไหม ทำยังไงลูกในท้องจะแข็งแรง คลอดแล้วจะภูมิคุ้มกันดีไหม แม่จะต้องทำยังไงให้ลูกในท้องแข็งแรง สารพัดความกังวลนี้จะเบาลงแน่ๆ ถ้าคุณแม่ทำตาม 7 ข้อนี้ได้ เริ่มเลย! ฝากครรภ์ พบหมอตามนัด เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ จะช้าหรือเร็วก็ให้รีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจ และฝากครรภ์ก่อนเลยค่ะ คุณหมอจะได้ให้คำแนะนำต่าง ๆ ได้ถูกต้อง และเมื่อคุณหมอนัดก็ไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็จดไว้เตรียมไปถามคุณหมอได้นะคะ กินยาให้ครบ วิตามินให้เพียงพอ หลังจากไปฝากครรภ์ คุณแม่อาจจะได้ยาหรือวิตามินบำรุงมา ซึ่งควรกินให้ครบถามคุณหมอสั่ง ซึ่งยาบางชนิดก็อาจมีผลข้างเคียงได้ ก็ให้กินตามคำแนะนำของคุณหมอดีที่สุดค่ะ ส่วนวิตามินที่คุณหมอมักจะสั่งให้กินเมื่อตั้งครรภ์มีทั้ง โฟลิค วิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก แคลเซียม เป็นต้น ส่วนวิตามินที่ไม่จำเป็นต้องกินเสริมเพราะอาจจะอันตรายกับลูกในท้องหากได้รับมากเกินไป