หน้าหลัก

Category - แม่ตั้งครรภ์

วัคซีนสำหรับคนท้องเป็นเรื่องจำเป็นเพราะจะช่วยป้องกันโรคที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ แต่ก็มีวัคซีนสำหรับคนท้องบางชนิดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ นี่คือ 4 วัคซีนสำหรับคนท้องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ และอาจเป็นวัคซีนต้องห้ามของคนท้องด้วย เมื่อตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลทั้งตัวเองและทารกในครรภ์ แต่การจะฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะวัคซีนบางชนิดไม่แนะนำให้คนท้องฉีดในช่วงตั้งครรภ์ เพราะเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงควรฉีดป้องกันล่วงหน้า ดังนั้นหากคุณแม่วางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรฉีดวัคซีนให้ครบเรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์ แต่หากตั้งครรภ์แล้วมาดูกันค่ะว่าวัคซีนอะไรบ้างที่ห้ามฉีดให้กับคนท้องบ้าง 4 วัคซีนต้องห้ามสำหรับคนท้อง วัคซีนโรคหัด หากเป็นโรคหัดในระหว่างตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแท้งได้ แต่การฉีดวัคซีนโรคหัดระหว่างตั้งครรภ์ก็อันตรายเช่นกัน ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนโรคหัดก่อนตั้งครรภ์ วัคซีนโรคหัดเยอรมัน เป็นวัคซีนที่ห้ามฉีดในช่วงตั้งครรภ์ แต่ต้องฉีดป้องกันไว้ก่อนตั้งครรภ์เพราะหากติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3-4 เดือนแรก อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์พิการได้ วัคซีนคางทูม โรคคางทูมอาจจะไม่มีผลกระทบต่อแม่และลูกในครรภ์ แต่วัคซีนป้องกันคางทูมอาจอันตรายต่อลูกในครรภ์ ดังนั้นหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนคางทูมให้รอหลังคลอดค่อยฉีดก็ได้ค่ะ วัคซีนอีสุกอีใส หากไม่ได้ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส ต้องระมัดระวังไม่ให้รับเชื้อ หากเห็นใครป่วยหรือมีผื่นขึ้นน่าสงสัยควรหลีกเลี่ยงเข้าใกล้ เพราะถ้ายังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน มีโอกาสติดอีสุกอีใสได้ และหากเป็นในช่วงตั้งครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์แรก อาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกน้อยในครรภ์ผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้ ทิปส์การฉีดวัคซีนให้แม่ท้อง • วัคซีนทั้งหมดควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ โดยหลังฉีดวัคซีนนี้ ควรเว้นช่วงการตั้งครรภ์อย่างน้อย 28 วัน
เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่ภาวะปกติค่ะ ดังนั้นเมื่อแม่ตั้งครรภ์มีเลือดออกควรรีบไปพบหมอ เพราะเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์อาจเกิดจาก 4 สาเหตุนี้ ซึ่งอันตรายมาก แม้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีทั้งเรื่องการตรวจครรภ์ การกิน การนอน การออกกำลังกาย รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อการมีครรภ์สุขภาพ แต่บางครั้งอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้มีภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากหลายสาเหตุ และมีความเสี่ยงสูง เรามาดูกันว่าภาวะเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากอะไรได้บ้าง ป้องกันอย่างไร และหากเกิดขึ้นกับเรา จะต้องทำอย่างไร เลือดออกจากภาวะแท้งคุกคาม เป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย โดยที่สาเหตุของการแท้งคุกคามเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความพิการของทารกแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ ความผิดปกติของฮอร์โมนที่มีผลต่อการฝังตัว เลือดออกจากการตั้งครรภ์ผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ เช่น การตั้งครรภ์ไม่มีตัวอ่อน หรือตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก โดยช่วงแรกแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการเหมือนตั้งครรภ์ปกติ แต่หลังจากนั้นอาจจะมีเลือดออกจนนึกว่าเกิดภาวะแท้ง แต่จริง ๆ คือตัวอ่อนไม่เจริญเติบโตตามปกติ เลือดออกจากโรคที่เกิดระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่คือโรคทางนรีเวช หรือโรคที่มักเกิดกับผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น มะเร็งปากมดลูก
อาหารแม่ท้องในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาสควรกินอะไรบ้างเพื่อบำรุงและส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของทารกในครรภ์ Love of Mom Thailand มีอาหารคนท้องแต่ละไตรมาสมาแนะนำค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์มีความอยากกินมากกว่าปกติใช่ไหมคะ แต่รู้ไหมว่าหากคุณแม่เลือกกินอาหารที่เหมาะสมกับอายุครรภ์ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการทารกในครรภ์ด้วย นอกจากนั้นอาหารหลายๆ อย่างยังช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานและสุขภาพของแม่ด้วย เช่น อาหารที่ช่วยป้องกันตะคริวช่วงตั้งครรภ์ หรือ อาหารที่กระตุ้นการสร้างน้ำนมแม่รอลูกคลอด เรามาดูกันว่าอาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาสมีอะไรบ้าง ว่าที่คุณแม่จะได้เลือกกินได้อย่างเหมาะสม อาหารสำหรับแม่ท้องไตรมาสที่ 1 (เริ่มตั้งครรภ์ – สัปดาห์ที่ 14) ไตรมาสที่ 1 ควรเน้นอาหารจำพวก โปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโฟเลต ซึ่งช่วยในเรื่องการสร้างเนื้อเยื่อ และการเจริญเติบโตของลูก นม   นมมีปริมาณแคลเซียมสูง ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาตัวอ่อนในช่วงไตรมาสแรก แคลเซียมช่วยส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ รักษาความหนาแน่นของกระดูก ดังนั้นแม่ท้องควรได้รับปริมาณแคลเซียมเพียงพอจากอาหารที่กินในช่วงแรกของการตั้งครรภ์จากนม เช่น นมแพะ นมวัว ชีส เป็นต้น
แม่ท้องเครียดจากสารพัดสาเหตุ หยุดความเครียดไว้ตรงนั้นแล้วมาผ่อนคลายกัน เพราะถ้าแม่ท้องสบายใจ กระบวนการสร้างนมแม่ก็ดีไปด้วย นี่คือ 5 วิธีคลายเครียดสำหรับแม่ท้องที่ Love of Mom แนะนำว่าแม่ท้องทำได้และดีต่อใจแน่นอน ใกล้คลอดแล้วอย่ามัวแต่กังวลว่าจะเตรียมของไม่ทันอย่างเดียวนะคะ แต่คุณแม่ต้องเตรียมเต้านมให้พร้อม เพื่อให้ลูกเข้าเต้าดื่มนมแม่ทันทีหลังคลอดเช่นกัน การเตรียมเต้านมแม่เพื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ Love Of Mom Thailand มี 6 ขั้นตอนที่ง่ายสุดๆ มาแนะนำให้คุณ๕แม่ตั้งครรภ์ทำตามเพื่อเตรียมเต้านมให้พร้อมอุ้มลูกเข้าเต้าได้ทันทีหลังคลอด 6 ขั้นตอนสุดง่าย ให้แม่ท้องมาเตรียมเต้านมแม่ นมแม่ไหลมาเทมา ทำความสะอาดเต้านมตามปกติ อาบน้ำทำความสะอาดตามปกติ ไม่ต้องขัดถูบริเวณเต้านมหรือหัวนมมากเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นเพราะอาจทำให้บริเวณหัวนมแห้งแตกได้ บำรุงเต้านมให้ชุ่มชื่นเสมอ บำรุงผิวด้วยโลชั่นที่ไม่เหนียวเหนอะหนะแต่ให้ความชุ่มชื่นกับผิว หลีกเลี่ยงบริเวณหัวนมที่อาจจะเกิดอุดตันจากครีมบำรุงผิวได้ เลือกเสื้อในที่เหมาะกับเต้านม ช่วงใกล้คลอดเต้านมแม่จะขยายขึ้นมาก ควรเลือกชุดชั้นในที่ขนาดพอดีกับเต้านม เลือกชุดชั้นในที่ไม่มีโครงและไม่บีบรัดเกินไปจนทำให้เลือดไม่ไหลเวียน อาจจะเลือกเสื้อชั้นในแบบให้นมได้เพื่อใช้สำหรับให้นมหลังคลอดไปด้วยเลย หลีกเลี่ยงการนวดคลึงเต้านมแต่กินอาหารกระตุ้นน้ำนม การบีบนวดเต้านมหรือการลองปั๊มนมในช่วงที่ใกล้คลอดอาจกระตุ้นมดลูกให้บีบรัดตัวจนทำให้เกิดภาวะคลอดฉุกเฉินหรือคลอดก่อนกำหนดได้ คุณแม่ท้องจึงควรเลี่ยงการนวดหรือปั๊มกระตุ้นนมแม่
แม่ท้องเครียดจากสารพัดสาเหตุ หยุดความเครียดไว้ตรงนั้นแล้วมาผ่อนคลายกัน เพราะถ้าแม่ท้องสบายใจ กระบวนการสร้างนมแม่ก็ดีไปด้วย นี่คือ 5 วิธีคลายเครียดสำหรับแม่ท้องที่ Love of Mom แนะนำว่าแม่ท้องทำได้และดีต่อใจแน่นอน แม่ท้องหลายคนกำลังเครียดอยู่ใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็น กังวลว่าลูกในท้องจะพัฒนาการดีไหม คลอดออกมาจะแข็งแรงหรือเปล่า ตอนคลอดจะน่ากลัวไหม นอนน้อย หรือบางคนก็แอบน้อยใจสามีจนเกิดเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว หยุดความเครียดไว้ตรงนั้นแล้วมาผ่อนคลายกันเถอะค่ะ เพราะหากแม่ท้องสุขภาพจิตดีก็จะส่งผลกับลูกในท้อง รวมไปถึงกระบวนการสร้างนมแม่ด้วย แม่ท้องที่รู้ตัวและอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเครียดอยู่ มาผ่อนคลายความเครียดด้วย 5 วิธีง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้านกันเถอะค่ะ รับรองเลยว่าทำแล้วสุขภาพจิตจะดี กระบวนการสร้างนมแม่แบบไม่กดดันก็จะดีตามไปด้วยแน่นอน ฟังเพลงสบายๆ  เสียงเพลงช่วยได้เสมอค่ะ คุณแม่ท้องลองหาเพลงจังหวะสบาย ฟังเพลินๆ จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นในภาวะที่มีความกังวลหรือความเครียด เพลงที่ฟังไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงช้าเสมอไป เพราะคุณแม่บางคนก็ชอบฟังเพลงเร็ว เพลงร็อก หรือเพลงตามสไตล์ที่เคยฟังก่อนท้องแล้วสบายใจ ก็ให้เลือกเพลงที่ตัวเองฟังแล้วสบายใจได้เลย ดูทีวี ดูซีรี่ย์  ละคร ซีรี่ส์
แม่ท้องยังจำเป็นต้องดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญในนม คือ แคลเซียมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟันของตัวเองและลูกในท้อง นมสำหรับแม่ท้องควรเป็นนมแบบไหน แม่ท้องควรดื่มนมอะไรดี Love of Mom มีนมสำหรับแม่ท้องมาแนะนำค่ะ ในช่วงตั้งครรภ์แม่ท้องต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้น เพราะแคลเซียมจากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน รวมทั้งจำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาทของทารกในครรภ์ หากแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์อาจส่งผลกับความแข็งแรงของลูกและอาจส่งผลกับแม่ในระยะยาว การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายของคุณแม่ท้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมจึงยังเป็นสิ่งสำคัญค่ะ การดื่มนมในระหว่างตั้งครรภ์ควรเลือกดื่มนมแบบไหน ปริมาณเท่าไหร่เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดกับแม่และลูกในท้อง Love of Mom มีนมสำหรับแม่ท้องมาแนะนำค่ะ ปริมาณแคลเซียมที่ต้องการสำหรับแม่ท้อง แคลเซียมที่แม่ตั้งครรภ์ต้องการ คือ ประมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม หากดื่มนมอย่างเดียวเพื่อให้ได้แคลเซียมตามต้องการอาจจะต้องดื่มนม 3-4 แก้วต่อวัน ซึ่งการกินอาหารหรือดื่มนมอย่างใดมากเกินไปอาจกระตุ้นให้ลูกในท้องมีความเสี่ยงที่จะแพ้ได้ ดังนั้น แม่ท้องควรเลือกกินอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ได้แคลเซียมเพียงพอ และควรเลือกดื่มนมอย่างเหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์ วิธีเลือกดื่มนมของแม่ • ควรดื่มนมวันละ 1-2
พัฒนาการทารกในครรภ์เป็นเรื่องสำคัญที่แม่ท้องต้องหมั่นสังเกต และหากเกิด 7 อาการดังต่อไปนี้ แม่ท้องต้องรีบไปพบหมอทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลเสียกับลูกในท้อง วิธีเช็คว่าลูกในท้องแข็งแรงดีไหม คุณแม่สามารถเช็คได้เองด้วยหลายวิธีเช่น นับการดิ้นของลูก การส่องไฟเล่นกับท้องให้ลูกดิ้น การไปพบคุณหมอ การอัลตราซาวนด์ เป็นต้น แต่เมื่อลูกในท้องมีความผิดปกติล่ะ คุณแม่ท้องจะรู้ได้อย่างไรและต้องรีบไปพบหมอตอนไหน Love of Mom มี 7 สัญญาณหรือ 7 อาการที่บ่งบอกว่าอาจเกิดปัญหากับลูกในท้อง 1. คลื่นไส้ อาเจียนมากผิดปกติ ภาวะอาการคลื่นไส้ อาเจียนเกิดขึ้นได้ในช่วงแพ้ท้อง แต่หากมีอาการอาเจียนมากผิดปกติควรปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจมีความผิดปกติ หรืออาจทำให้ร่างกายเสียน้ำ อ่อนเพลียจนเกิดอันตรายได้ 2. ลูกไม่ดิ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ 28 เป็นต้นไป คุณหมอมักแนะนำให้คุณแม่คอยนับลูกดิ้นเพราะลูกจะเริ่มดิ้นสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีการนับมีหลายวิธี ที่นิยมคือในช่วงระหว่างวัน 10-12 ชั่วโมง หากลูกดิ้นน้อยกว่า
แม่ตั้งครรภ์จะต้องเจอกับอาการอะไรบ้างที่มักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ หลายอาการขณะตั้งครรภ์สร้างความหงุดหงิด เหนื่อย ล้า แต่ทุกอาการก็มีวิธีแก้และรับมือได้ นี่คือ 10 อาการที่มักเกิดขึ้นกับแม่ตั้งครรภ์พร้อมวิธีรับมือแก้ทั้ง 10 อาการให้หายไปได้ง่ายๆ เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ แม่ท้องจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากอารมณ์ที่ขึ้นลงง่ายจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็อาจยิ่งทำให้แม่ท้องไม่สบายตัวเพิ่มขึ้นอีก อาการที่แม่ท้องต้องเจอแน่ ๆ มีอะไรบ้าง มาเตรียมพร้อมรับมือกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยค่ะ 1. แพ้ท้อง คลื่นไส้ ช่วงไตรมาสแรกแม่ท้องมักจะเจอกับอาการแพ้ท้อง ซึ่งอาการแพ้ท้องอาจแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่คือมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า ๆ บางคนอาจจะเหม็นกลิ่นอาหาร เหม็นสิ่งของรอบตัว กินอาหารไม่ได้ ฯลฯ รับมืออาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ • หลังตื่นนอนตอนเช้าอย่าเพิ่งรีบลุก ควรนอนพักสัก 10-15 นาที แล้วค่อย ๆ ลุกช้า ๆ • แบ่งกินอาหารมื้อเล็ก ๆ
เด็กตัวเหลืองหลังคลอดเป็นภาวะที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ เด็กตัวเหลืองเกิดจากอะไร อันตรายกับลูกแค่ไหน ถ้าลูกตัวเหลืองต้องรักษา หรือมีวิธีการดูแลลูกเป็นพิเศษอย่างไรบ้าง Love of Mom มีคำแนะนำค่ะ ภาวะตัวเหลือง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กทารกแรกเกิด และยิ่งเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งภาวะตัวเหลือง เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบินในกระแสเลือดมากเกินไป ร่างกายขับออกได้ไม่หมด ซึ่งภาวะตัวเหลืองอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 1. ภาวะตัวเหลืองปกติ หลังคลอดเม็ดเลือดแดงชนิดเดิมของทารกจะแตกสลายและเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารบิลิรูบินมากกว่าปกติจนเกินกว่าความสามารถในการกำจัดของร่างกาย เพราะตับของทารกยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทารกที่มีภาวะตัวเหลืองปกติจะสามารถหายเองได้ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์และไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารก 2. ภาวะตัวเหลืองผิดปกติ หรือตัวเหลืองเนื่องจากเป็นโรค เช่น เกิดภาวะบกพร่องเอนไซม์ G6PD เกิดภาวะตับอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดภาวะตัวเหลืองได้ โดยเป็นภาวะตัวเหลืองผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา เด็กมีภาวะตัวเหลืองอันตรายไหม ? หากเด็กมีภาวะตัวเหลืองและไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างเหมาะสมแล้ว ระดับของบิลิรูบินในเลือดสูงมาก บิลิรูบินจะเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อสมองและก่อให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาท ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกมีอาการซึม ดูดนมน้อยลง ตัวอ่อนปวกเปียก
ของใช้เด็กทารก ของใช้เด็กแรกเกิดอะไรบ้างที่พ่อแม่มือใหม่ควรจะต้องซื้อและมีไว้เพื่อเตรียมพร้อมรอลูกคลอด ถ้าใครยังคิดไม่ออก เลือกไม่ได้ Love of Mom มีเช็คลิสต์ของใช้เด็กแรกเกิดที่พ่อแม่ควรซื้อไว้รอลูกเกิดมาให้ค่ะ ไปดูซิว่าควรซื้ออะไรบ้าง ใกล้คลอดแล้ว หลายครอบครัวอาจจะเตรียมซื้อของใช้สำหรับลูกไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งของใช้เด็กอ่อนก็มีเยอะจนพ่อแม่อาจจะกำลังสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มที่อะไร มีอะไรที่จำเป็นบ้าง เรามีเช็กลิสต์ให้ลองเช็กตามกันดูเลยค่ะ เสื้อผ้าเด็ก  เสื้อ กางเกงแบบผูกแขนสั้น ขาสั้น 4-5 ชุด  เสื้อ กางเกงแบบผูกแขนสั้น ขายาว 4-5 ชุด  ชุดหนาสำหรับใส่นอน  ถุงมือ ถุงเท้า 1-2 คู่  หมวกเด็กทารก 1 ใบ ผ้าอ้อม ผ้าแบบต่าง ๆ  ผ้าอ้อมผ้าสาลู ขนาด 27-30 นิ้ว จำนวน 2-3 โหล  ผ้าอ้อมห่อตัว ขนาด 47-50
อาการแพ้ท้องถึงเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำให้แม่ท้องทรมานเหลือเกิน นี่คือ 10 วิธีจัดการอาการแพ้ท้องให้หายได้ แพ้ท้องหนักมาก แพ้ท้องไม่กี่เดือน หรือแพ้ท้องยาวไปจนถึงคลอดก็เอาอยู่ด้วย 10 วิธีแก้อาการแพ้ท้องนี้แน่นอน อาการแพ้ท้องแก้ยังไง ปัญหาที่คุณแม่ท้องทุกคนต้องเจอและถามหาวิธีแก้อาการแพ้ท้องกับทุกวันในโซเชียลค่ะ บางคนแพ้ไม่กี่เดือน บางคนแพ้ท้องไปจนใกล้คลอด หรือบางคนแพ้ท้องหนักมากถึงขั้นกินอะไรไมได้ นอนก็ไม่หลับ มาค่ะ Love of Mom ไปรวบรวม 10 วิธีจัดการอาการแพ้ท้องสำหรับคุณแม่มือใหม่มาแนะนำ บอกเลยว่าถ้าทำตามได้สักครึ่งหนึ่ง อาการแพ้ท้องหายขาดแน่นอน เช้าตื่นมาอย่าเพิ่งลุกเลยแม่ นอนเล่นสักพักก่อน คุณแม่อย่าเพิ่งลุกทันที รอให้ร่างกายปรับสภาพอย่างน้อย 5 นาที และควรหาโอกาสพักหลับในช่วงเวลากลางวันด้วยนะคะ น้ำขิงอุ่นๆ ช่วยได้ การดื่มน้ำขิงจะช่วยขับลมในระบบทางเดินอาหาร และช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี ลดอาการวิงเวียนได้ดีค่ะ สับปะรดและกล้วย สับปะรดช่วยในระหว่างการย่อยอาหารและช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ได้ ส่วนกล้วยนั้นช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดและช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ ดื่มน้ำมากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หรือจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เสริมโปรตีนและวิตามินให้มาก
อาหารที่แม่ท้องควรกินในช่วงตั้งครรภ์จะต้องเป็นอาหารครบ 5 หมู่ และควรเน้นอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ เช่น ช่วง 3 เดือนแรกควรเน้นอาหารที่มีโฟเลทสูงเพื่อป้องกันลูกในท้องพิการแต่กำเนิด เน้นการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ในการดูแลทั้งคุณแม่และลูกในท้อง เน้นอาหารที่มีวิตาบินบี 12 เพื่อป้องกันอาการเหน็บชาและตะคริว เป็นต้น แต่ก็มีอาหารที่คนท้องห้ามกิน หรือไม่ควรกินในช่วงตั้งครรภ์เพราะอาจส่งผลกับลูกในท้องได้เช่นกัน นี่คือ 7 อาหารที่แม่ท้องห้ามกิน เพื่อพัฒนาการเด็กที่ดีของลูกในท้อง มีอะไรบ้าง เช็คได้ตรงนี้ ชีส – โดยเฉพาะแม่ท้องอ่อนควรหลีกเลี่ยงชีสเนื้อนุ่ม เนื่องจากชีสมักทำจากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ และสามารถเป็นพาหะของโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอีกด้วย คุณแม่ท้องควรเลี่ยงการกินชีสแต่ให้ดื่มนมแทนเพื่อให้ยังได้รับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกค่ะ อาหารสำเร็จรูป – เนื่องจากในอาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะมีสารเคมีเจือปนอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกในท้อง คุณแม่จึงควรเลี่ยงอาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปอย่างเด็ดขาด แล้วเปลี่ยนมาทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ จะดีกว่าค่ะ ของหมักดอง – ของโปรดของคุณแม่ท้องหลายคนชอบกินตั้งแต่ช่วงแพ้ท้องไปจนถึงใกล้คลอดก็มี แต่ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงดอง ผลไม้ดอง หรือผักดอง คุณแม่ท้องควรงดและเลี่ยงไปก่อนเลยค่ะ เพราะของมักดองมักมีสารกันบูด