หน้าหลัก

Category - การดูแลลูก

ถ้าใครเคยหาข้อมูลนมแม่ในอินเตอร์เน็ตคงพบว่า มีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไครน์ เป็นระบบการสร้างน้ำนมที่พบในมนุษย์และสัตว์บางชนิดเท่านั้น เช่น แพะ ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่สร้างประโยชน์สูงสำหรับเด็ก ทั้งสารอาหาร และความเป็นธรรมชาติที่เหมาะสมกับเด็กๆ เรามีผลวิจัยมาบอกค่ะ   ระบบการสร้างน้ำนมของเต้านมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมี 2 รูปแบบ     วิธีการเมโรไคร์น (Merocrine secretion): กระบวนการสร้างน้ำนมในรูปแบบนี้ เยื้อหุ้มเซลล์น้ำนมยังมีความสมบูรณ์ โมเลกุลนมมีขนาดใหญ่ ซึ่งระบบสร้างน้ำนมแบบเมโรไคร์น พบในวัว วิธีการอะโพไคร์น (Apocrine secretion) : กระบวนการสร้างน้ำนมในรูปแบบนี้ ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมในปริมาณสูง น้ำนมจึงมีสารอาหารธรรมชาติสูง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยง่าย ซึ่งระบบสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์พบในนมแม่และนมแพะเท่านั้น ดังนั้น ในนมแม่และนมแพะที่ผ่านระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไคร์น (Apocrine secretion) จึงมีสารอาหารสำคัญตามธรรมชาติที่เรียกว่า ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกค่ะ สารอาหารเหล่านี้ได้แก่
แม้จะดูแลอาหารการกินของลูกดีแล้ว แต่เด็กๆ ทุกคนต้องเคยท้องเสียใช่ไหมคะ เพราะสิ่งปนเปื้อนนั้นปะปนอยู่กับของเล่นที่ลูกเอาเข้าปาก จาน แก้ว ช้อน หรือจากมือที่ไม่สะอาด ดังนั้นเรามาอ่านคำแนะนำการดูแลเด็กท้องเสียของคุณหมอกันค่ะ ท้องเสียนอกจากจะเป็นอาการของโรคแล้วยังเป็นกระบวนการของร่างกายในการขับเชื้อโรคสาเหตุของท้องเสียอีกทางหนึ่งเพียงแต่การขับถ่ายนี้จะต้องไม่มากจนร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายครับ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยเหลือลูก คือ ต้องให้ลูกได้รับน้ำและเกลือแร่ อย่างเพียงพอกับการสูญเสียออกไป และสังเกตอาการของลูกว่า ควรไปพบคุณหมอเมื่อใดครับ ให้น้ำและเกลือแร่ชดเชยให้เพียงพอกับที่ร่างกายลูกเสียไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกสารละลายเกลือแร่ที่มีมาตรฐานซึ่งจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป โดยผสมตามคำแนะนำของเอกสารกำกับการใช้ โดยทั่วไปมักใช้สัดส่วน 1 ซองต่อน้ำ 1 แก้ว (ประมาณ 240 ซีซี) หากหาไม่ได้ก็อาจทำน้ำเกลือแร่ใช้เองก็ได้นะครับ โดยมีวิธีทำน้ำเกลือ คือ ใช้น้ำต้มสุก 1 แก้ว ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่น 2 หยิบมือ ส่วนปริมาณที่จะให้ลูกให้ดูตามการขับถ่ายของเขาครับ ถ่ายมากก็ให้ดื่มน้ำเกลือแร่มาก ถ่ายน้อยก็ดื่มน้อยหน่อยครับ ถ้าถ่ายไม่มากและยังไม่มีอาการของการขาดน้ำมาก ได้แก่
ปกติก็ดูแลลูกดี อาหารการกินก็สะอาด สด ใหม่ตลอด หรือลูกจะท้องเสียเพราะสาเหตุอื่นกันนะ อย่าพึ่งตกใจไปนะคะคุณพ่อคุณแม่ คุณหมอให้คำแนะนำไว้ดังนี้ อาการท้องเสียของเด็กเป็นความเจ็บป่วยที่พบได้บ่อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญโดยเฉพาะในเด็กเล็กเพราะหากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที อาการอาจรุนแรงมากขึ้นจนเป็นเรื้อรังหรือถึงแก่ชีวิตได้ครับ เมื่อไรถึงจะเรียกว่าลูกท้องเสีย การถ่ายเป็นเนื้อเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน สำหรับลูกที่ไม่ใช่เด็กเล็กซึ่งกินนมแม่อยู่ หรือถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเป็นน้ำปริมาณมากเพียงแค่ 1 ครั้งใน 1 วันเราถือว่าลูก “ท้องเสีย” อย่าปล่อยให้ลูกท้องเสียอยู่นานนะครับ ยิ่งเป็นนานลำไส้จะผิดปกติมากขึ้น ทำให้รักษาหายได้ยากลำไส้จะฟื้นฟูตัวได้ช้าครับ หากเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไปเราเรียกว่า ท้องเสียเรื้อรังแล้วครับ อะไรทำให้ลูกท้องเสีย โดยทั่วไปเด็กที่ท้องเสีย 10 คน จะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อถึง 7 คนเลยนะครับ ที่เหลืออีก 3 คนเป็นสาเหตุอื่นที่เจอได้น้อยลงไป เช่น แพ้นมวัว ผลจากการใช้ยาบางชนิด การทำงานที่ผิดปกติของทางเดินอาหารความเจ็บป่วยอย่างโรคไทรอยด์เป็นพิษการติดเชื้อที่เกิดขึ้นมักมาจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยเข้าสู่ร่างกายของเด็กทางปาก ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารหรือปนเปื้อนผ่านการหยิบจับของเล่นเข้าปาก อมนิ้ว อมมือของตัวเอง
คุณแม่ให้นมลูกหลายคนคงสงสัย เพราะลูกกินนมแม่อย่างเดียว แต่ทำไมถ่ายเหลวเหมือนคนท้องเสียเลย อาการแบบนี้คุณหมอมีคำตอบมาให้คุณแม่หายสงสัยกันค่ะ ในเด็กเล็กที่ยังรับประทานนมแม่อยู่ มักถ่ายบ่อยและอุจจาระมีลักษณะเหลว ไม่เป็นก้อนหมือนเด็กที่รับประทานนมผสม ทำให้บางครั้งแยกได้ยากจากอาการถ่ายเหลวของโรคท้องเสีย เราลองมาดูกันนะครับว่า อะไรทำให้ลูกที่รับประทานนมแม่ถ่ายเหลว และจะแยกจากอาการท้องเสียได้อย่างไรครับ ทำไมเด็กรับประทานนมแม่จึงถ่ายเหลว นอกจากนมแม่จะย่อยได้ง่าย เนื่องจากมีสัดส่วนของชนิดโปรตีนและมีไขมันที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากนมผสมแล้ว ในนมแม่ยังมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำตาลในนม น้ำตาลแลคโตสในนมแม่จะดูดน้ำเข้ามาไว้ในตัวเองได้ดี ทำให้เด็กที่รับประทานนมแม่มีลักษณะของอุจจาระค่อนข้างเหลว จากการที่นมแม่ย่อยและดูดซึมได้ง่ายทำให้เมื่อเด็กรับประทานนมแม่ไปไม่นานก็ย่อยได้หมดลูกจึงหิวบ่อยกว่าเด็กที่รับประทานนมผสมประกอบกับเมื่อเด็กรับประทานนมกระเพาะอาหารจะมีการขยายตัว ร่างกายตอบสนองต่อการขยายตัวนี้ด้วยการกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว ดังนั้นเมื่อนมแม่ทำให้อุจจาระมีลักษณะค่อนข้างเหลวอยู่แล้วพอลำไส้บีบตัว ก็จะทำให้เด็กถ่ายออกมาได้ง่าย และบ่อย อาจจะถ่ายเกือบทุกครั้งที่รับประทานนมแม่ ทำให้เหมือนกับลูกที่รับประทานนมแม่มีอาการท้องเสีย ทั้งที่การถ่ายบ่อยและเหลวนั้น ไม่ได้เกิดจากอาการของโรคท้องเสีย แยกได้อย่างไรระหว่างถ่ายเหลวจากนมแม่และท้องเสียจากการติดเชื้อ ถ้าเด็กถ่ายเหลวจากนมแม่จะดูได้อย่างนี้ครับ เด็กจะมีน้ำหนักตัวขึ้นดีตามเกณฑ์ที่ควรเป็น ดูสดชื่นดี เล่นและตอบสนองได้ตามปกติ ปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีอาการของการขาดน้ำ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการถ่ายเป็นมูกหรือเป็นมูกเลือด ส่วนอาการท้องเสียที่เกิดจาการติดเชื้อ นอกจากจะมีอาการตรงกันข้ามกับอาการที่ผมกล่าวถึงไปแล้วก็มักจะมีอาการไข้ร่วมด้วย อาจมีอาการอาเจียน ซึมลง หงุดหงิด ดูไม่สบาย รับประทานได้น้อยลง มีอาการของการขาดน้ำหรือน้ำหนักตัวลดลงร่วมด้วยครับ ปรับวิธีให้นมแม่ช่วยลดอาการถ่ายเหลวจากนมแม่ คุณแม่สามารถปรับวิธีการให้นมแม่ เพื่อลดการถ่ายเหลวและบ่อยของลูกได้ดังนี้นะครับ ให้ลูกดูดนมแต่ละข้างจนหมด
เมื่อลูกท้องเสียแล้ว เราก็จะมาหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกกันค่ะ เพราะเห็นแล้วลูกทำหน้าหงอยๆ หมดเรี่ยวแรงแล้ว สงสารลูกเหลือเกิน มาอ่านคำแนะนำดีๆ ของคุณหมอกันเลย อย่างที่เราทราบกันมาแล้วนะครับว่า สาเหตุการเกิดท้องเสียในเด็กมักเกิดจากการติดเชื้อ ถ้าสอดส่องดูแลกันได้ดีลูกจะห่างไกลจากท้องเสียได้มากเลยครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำ 10 เรื่องสำคัญ ที่จะช่วยลดการเกิดอาการท้องเสียของเด็กกันครับ 1. ทำความสะอาดของเล่นลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในวัยที่ชอบหยิบของใส่ปาก อย่างเด็กเล็กที่เริ่มเปลี่ยนท่าทางจากนอนเป็นนั่งเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนไปแล้ว เด็กจะเรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านการสัมผัส ตามด้วยการหยิบ เขย่า อม และปา พัฒนาการด้านนี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดอาการท้องเสียจากการติดเชื้อได้มาก คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นทำความสะอาดข้าวของรอบตัวโดยเฉพาะของเล่นเด็กอย่างสม่ำเสมอ การทำความสะอาดทำได้ไม่ยากครับ เพียงล้างด้วยน้ำสบู่หรือใช้น้ำยาล้างจาน แล้วผึ่งหรือตากแดดให้แห้งก็เพียงพอแล้วครับ 2. ฝึกและกำกับให้ลูกล้างมือหลังออกจากห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสปนเปื้อนของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดท้องเสียครับ 3. ฝึกลูกและกำกับให้ลูกล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบอาหารเข้าปาก ในเด็กเล็กที่เขายังไม่สามารถทำและดูแลตัวเองได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยและกำกับกันอย่างใกล้ชิดนะครับ ส่วนเด็กที่พอดูแลตัวเองได้แล้ว ต้องให้เขาได้ฝึกทำด้วยตัวเองจนเป็นนิสัยครับ 4. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ส่วนผักและผลไม้ที่รับประทานสดควรล้างทำความสะอาดก่อนให้ลูกรับประทานทุกครั้ง 5. แยกอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาหารสำหรับอาหารสุกและอาหารสด เช่น เขียงหรือมีด
ไวรัส RSV โรคระบาดอันตรายที่เด็ก ๆ ป่วยกันเยอะมากค่ะแต่พ่อแม่ป้องกันและดูแลได้นะคะ เรามาดูกันว่าไวรัส RSV อยู่ที่ไหน เลี่ยงอย่างไร และเมื่อลูกติดไวรัส RSV ต้องรักษาดูแลอย่างไร รู้เท่าทันไวรัส RSV เรื่องที่แม่ต้องรู้และเตรียมพร้อมเพื่อลูกก่อนจะสาย Description: ไวรัส RSV ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ พ่อแม่บางคนเข้าใจว่าลูกจะติดก็ต่อเมื่อไปโรงเรียนแล้ว หรือเป็นเพราะลูกที่โตแล้ว แต่จริงๆ แล้วปัจจุบัน RSV ระบาดและติดลงไปถึงลูกทารกแรกเกิดได้ด้วยค่ะ ซึ่งเด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงมากพอก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ RSV มีภาวะแทรกซ้อน หรือในบางรายอาจเสียชีวิตได้เลย ไวรัส RSV มาจากเชื้อโรคอะไร มีอยู่ที่ไหน อาการเป็นอย่างไร และต้องรักษาอย่างไร Love of Mom Thailand มีคำแนะนำที่พ่อแม่ต้องรู้เพื่อนำไปปฏิบัติกับลูก ป้องกันการติดไวรัส RSV
ไวรัสโรต้าทำให้ลูกมีอาการท้องเสีย ท้องร่วงรุนแรง ซึ่งสัญญาณที่บอกได้ว่าลูกมีอาการไม่น่าไว้ใจ ควรรีบไปพบแพทย์อาจสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ โรต้า เป็นอีกโรคที่คุณแม่ ได้ยินกันบ่อย ๆ โรต้าหรือไวรัสโรต้า คือ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสียเฉียบพลัน ไวรัสโรต้ามักระบาดในช่วงฤดูหนาว หรือตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อาการของเด็กที่ได้รับเชื้อจะเหมือนท้องเสียทั่วไป แต่ก็มีจุดต่างที่พ่อแม่ต้องรู้ เพื่อพาลูกเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ป้องกันความเสี่ยงจากร่างกายขาดน้ำ รวมไปถึงการถ่ายเป็นเลือดค่ะ 4 สัญญาณเตือนลูกน้อยกำลังโดนไวรัสโรต้าเล่นงาน หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปหาหมอ 1. มีภาวะขาดน้ำ สังเกตว่าลูกฉี่น้อย หรือไม่ฉี่เลยใน 6 ชม. ฉี่ลูกมีสีเข้ม ปากแห้ง 2. ท้องเสียถ่ายติดต่อกันหลายครั้ง หรือมีอาเจียน นานเกิน 2 วัน 3. ถ่ายเป็นเลือด มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง 4. ดื่มน้ำ รับประทานอาหารไม่ได้ หากคลื่นไส้ อาเจียน จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้
น้ำหนักของลูกควรขึ้นแค่ไหน และควรให้ลูกกินนมหรืออาหารแบบไหนเพื่อให้ขวบปีแรกลูกมีน้ำหนักตัวพอดีเหมาะสมในแต่ละเดือน น้ำหนักของลูกควรขึ้นแค่ไหน และควรให้ลูกกินนมหรืออาหารแบบไหนเพื่อให้ขวบปีแรกลูกมีน้ำหนักตัวพอดีเหมาะสมในแต่ละเดือน น้ำหนักทารก 1-4 สัปดาห์แรก ไม่ต้องกังวลหากว่าตอนลูกคลอดออกมาอาจจะตัวเล็กน้ำหนักน้อย เพราะถ้าลูกสุขภาพแข็งแรงดี ภายใน 10-12 วัน น้ำหนักลูกก็จะเริ่มขึ้นประมาณ 800-900 กรัมในช่วง 4 สัปดาห์แรกค่ะ ให้ลูกกินอย่างไรดี ช่วงแรกเกิดนมแม่คืออาหารสำคัญ ยิ่งในช่วง 24 ชั่วโมงแรกยิ่งต้องรีบให้ลูกกินนมให้เร็วที่สุดหลังคลอด เพราะจะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ให้ไหลได้ดี และน้ำนมในช่วงแรกยังเป็นหัวน้ำนม หรือน้ำนมเหลืองที่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกได้ดีด้วยค่ะ น้ำหนักทารก 1-3 เดือน ช่วงนี้น้ำหนักจะขึ้นค่อนข้างดี ประมาณ 700-800 กรัมต่อเดือน ให้ลูกกินอย่างไรดี อาหารหลักคือน้ำนมแม่อย่างเดียว ซึ่งลูกจะหิวอยู่ตลอดเวลา ช่วงแรกนี้อาจให้นมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ควรให้ลูกดูดน้ำนมเกลี้ยงเต้าเพราะน้ำนมในส่วนหลังจะมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ลูกอิ่มนานไม่หิวบ่อยให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีและน้ำหนักขึ้นดีค่ะ น้ำหนักทารก 4-5 เดือน ลูกเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ใช้พลังงานมาก น้ำหนักจึงขึ้นน้อยลง ประมาณ 500-600 กรัมต่อเดือน ไม่ต้องกังวลไปค่ะ
ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วยบ่อย มาดูเคล็ดลับที่แม่ควรรู้หรือทำให้ได้เพื่อให้ลูกสุขภาพแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่ายกันค่ะ ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายคือหนึ่งในสุดยอดความฝันในการดูแลลูกของคุณแม่ทุกคนเลยค่ะ แต่ปัจจุบันเชื้อโรครุนแรงมากขึ้นทุกวัน คุณแม่อย่างเราจะต้องป้องกันและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกอย่างไร Love of Mom Thailand มีคำแนะนำค่ะ 1. ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด คุณแม่ทุกคนควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พัฒนาการต่าง ๆ และมีภูมิต้านทานในการต่อต้านเชื้อโรค ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะหัวน้ำนม หรือ โคลอสตรุม(colostrum) ซึ่งเป็นนมแม่ที่ออกมาในช่วงเวลา 24–36 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่เสริมสร้างและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมากที่สุด 2. ล้างจมูก หยอดน้ำเกลือล้างจมูก สำหรับทารกหรือลูกเล็กๆ ที่ยังสั่งน้ำมูกเองไม่ได้คุณแม่ต้องช่วยโดยการใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลใส่หลอดฉีดยาค่อยๆ ฉีดล้างจมูกให้ลูก ลดความเหนียวของน้ำมูกและค่อยๆ ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออกมา ซึ่งการล้างจมูกจะช่วยให้ลูกหายใจได้คล่องขึ้น ลดน้ำมูก ทำให้จมูกสะอาด ลดโอกาสเจ็บป่วยจากหวัดได้ 3. เช็ดทำความสะอาดสายสะดือ การดูแลทำความสะอาดสะดือในช่วงที่สะดือยังไม่แห้ง แม่ต้องทำความสะอาดด้วยความระมัดระวัง และทั่วถึงโดยใช้สำลีก้านชุบแอลกอฮอล์ เช็ดถูทำความสะอาดรอบๆ
ถึงลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่ลูกก็รู้จักแสดงความรักแล้ว ถ้าลูกแสดงออกแบบนี้นั่นแสดงว่าลูกกำลังบอกรักคุณอยู่ มาดูกันว่าลูกแสดงออกความรักกันด้วยวิธีไหนบ้าง คุณแม่เชื่อไหมคะว่าลูกของเราคือสิ่งมหัศจรรย์มากกว่าที่คิดนะ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะยังพูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกเบบี้สามารถบอกรักคุณแม่ผ่านภาษาทางกายได้น่าทึ่งมากเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่มือใหม่คนไหนยังไม่รู้ว่าแบบไหนคือการบอกรักของลูกที่บอกแม่ ลองสังเกตจาก 7 วิธีต่อไปนี้ที่ลูกเบบี้ทำเลยค่ะ 1. ร้องไห้เมื่อไม่เห็นแม่ ก็อยู่กับแม่มาตั้งแต่คลอดนี่คะ พอไม่เห็นหน้าแม่ก็คิดถึง เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในสายตาอาจจะทำให้รู้สึกกลัว ตกใจเป็นธรรมดาค่ะ 2. ยิ้มหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับแม่ มีงานวิจัยออกมาแล้วว่ารอยยิ้มของลูกมีความหมายมากกว่านั้น รอยยิ้มของลูกน้อยนั้นเป็นการสะท้อนรอยยิ้มของแม่ที่ยิ้มให้เขา โดยลูกสามารถสร้างความผูกพันกับพ่อแม่โดยสัญชาตญาณผ่านรอยยิ้มนี่แหละค่ะ 3. จับนิ้ว จับหน้าแม่ มือเล็กของลูกจับนิ้ว สัมผัสใบหน้าของแม่อยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่ตอนที่ลูกหลับไปแล้วมือน้อย ๆ ก็ยังจับนิ้วแม่ไม่ยอมปล่อย นั่นเพราะลูกรู้สึกผูกพันมั่นคงเมื่อมีแม่อยู่ด้วย ดังนั้นการได้จับนิ้วหรือได้สัมผัสกับแม่เพื่อให้มั่นใจว่าแม่ยังอยู่ใกล้ๆ ด้วย 4. หวงแม่ห้ามใครเข้าใกล้ เคยไหมคะ เวลามีเด็กคนอื่นมาอยู่ใกล้ ๆ หรือเราไปอุ้มไปเล่นกับลูกคนอื่นแล้ว ลูกเราจะร้องงอแงขึ้นมาเลย นี่ก็เป็นสัญญาณแสดงความรัก ความเป็นเจ้าของของลูกอย่างหนึ่งค่ะ “นี่แม่ของหนู ห้ามใครยุ่ง!!” 5. อยากให้แม่อุ้มตลอด เมื่อแม่กอดอุ้มลูกไว้ ลูกจะได้ไออุ่น ได้ยินเสียงหัวใจของแม่ เขาจะรู้สึกสงบ
ร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเรื่องให้เราทึ่งได้มากมาย ร่างกายของลูกก็เช่นกัน 7 เรื่องต่อไปนี้คือเรื่องเกี่ยวกับร่างกายของลูกที่แม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน ร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเรื่องให้เราทึ่งได้มากมาย ร่างกายของลูกก็เช่นกัน 7 เรื่องต่อไปนี้คือเรื่องเกี่ยวกับร่างกายของลูกที่แม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน 1. ทารกสามารถคลานได้ทันทีที่เกิด ในปี ค.ศ. 1987 สถาบันคาโรลินสกา (The Karolinska Institute) ในสวีเดนได้รวบรวมผลการศึกษาซึ่งพบว่า เมื่อจับทารกที่เช็ดตัวแล้วมาวางไว้บนหน้าอกของแม่หลังคลอด ทารกสามารถคลานไปหาหน้าอกของแม่เพื่อพยายามดูดนมได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดนั่นเอง 2. ทารกรู้จักเสียงแม่ตั้งแต่แรกเกิด แรกเกิดทารกยังไม่สามารถได้ยินเสียงชัดเจน 100% เพราะยังมีของเหลวที่อยู่ในหูชั้นกลางอยู่ แต่เสียงที่ลูกรู้จักและจำได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยคือเสียงของแม่ อาจจะเป็นเพราะลูกสามารถได้ยินเสียงแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว 3. ทารกแรกเกิดร้องไห้ไม่มีน้ำตา เราอาจเห็นทารกร้องไห้เป็นเรื่องปกติเมื่อแรกเกิด แต่แทบไม่เห็นหยดน้ำตาออกมาเลย นั่นเป็นเพราะในช่วงแรกเกิดต่อมน้ำตาของทารกผลิตน้ำตาเพื่อปกป้องและหล่อลื่นดวงตาเท่านั้น แต่ยังผลิตน้ำตาได้ไม่มากพอ ซึ่งเราจะเห็นน้ำตาของทารกมากขึ้นในช่วงอายุ 1-3 เดือนเป็นต้นไป 4. ทารกแรกเกิด มีกระดูกมากกว่าผู้ใหญ่ ทารกแรกเกิดมีกระดูกประมาณ 300 ชิ้น แต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ กระดูกกลับเหลือเพียง 206 ชิ้น
ถ้าคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้ ทั้งน้ำนมน้อย กินยาที่มีผลต่อน้ำนม คุณแม่จะเลี้ยงลูกอย่างไรกันดี Love of Mom มีคำแนะนำค่ะ นมแม่คือแน่ที่สุด นี่คือเรื่องจริงค่ะ เพราะนมแม่เป็นสุดยอดอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงลูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่น้ำนมน้อยมาก ไม่มีน้ำนม หรือเจ็บป่วย กินยาอันตรายที่มีผลต่อน้ำนมจนไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เราเข้าใจหัวอกคุณแม่กลุ่มนี้ค่ะ เพราะไหนจะเสียใจที่ไม่สามารถให้นมลูกได้แล้ว ยังโดนกดดันจากคนรอบข้างจนรู้สึกผิดเหมือนทำหน้าที่แม่ไม่สมบูรณ์ อย่าเพิ่งเสียใจไปค่ะคุณแม่ เพราะถึงเราจะไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เต็มที่ แต่ความเป็นแม่เรายังเต็มร้อย Love of Mom Thailand จะมาช่วยแนะนำวิธีเลี้ยงและดูแลลูกในภาวะที่คุณแม่น้ำนมน้อย ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูกค่ะ 3 ข้อต้องปฏิบัติ เมี่อคุณแม่ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก เพื่อการดูแลลูกด้วยรักและพัฒนาการดีรอบด้าน 1.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อเลือกนมเสริมที่เหมาะสมสำหรับลูก คุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ การเลือกนมผงหรือนมเสริมที่เหมาะสมกับลูกเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะลูกเล็กต้องการสารอาหารต่อการเจริญเติบโต ยังมีระบบย่อยไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันน้อย ดังนั้นนมสำหรับเด็กจึงต้องเลือกให้ดี ตัวอย่างนมที่เหมาะสำหรับเด็ก เช่น นมแพะ ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า แพะมีระบบการผลิตน้ำนมแบบอะโพไคร์นแบบเดียวกับคน เพราะเมื่อหลั่งน้ำนมออกมาจะมีเยื่อหุ้มเซลล์น้ำนมหลุดออกมากับน้ำนมด้วย