หน้าหลัก
นี่คือของ 10 ชิ้นเด็ดที่แม่ท้องขาดไม่ได้ ถ้ามีไว้จะช่วยให้อุ่นใจและช่วยให้ชีวิตแม่ลูกอ่อนดีขึ้นเยอะเลยค่ะ มาเช็กกันค่ะว่ามีครบหรือยัง เชื่อว่า แม่ท้องที่กำลังเตรียมคลอดคงมีข้าวของเครื่องใช้ เตรียมไว้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ผ้าอ้อม สบู่ แชมพู เปล ฯลฯ ไหนจะของขวัญจากเพื่อน ๆ ญาติ ๆ ที่เตรียมไว้รับขวัญหลาน แต่นี่คือของ 10 ชิ้นเด็ดที่แม่ท้องขาดไม่ได้ ถ้ามีไว้จะช่วยให้อุ่นใจและช่วยให้ชีวิตแม่ลูกอ่อนดีขึ้นเยอะเลยค่ะ มาเช็กกันค่ะว่ามีครบหรือยัง 1. เครื่องปั๊มนม ช่วงแรกคุณแม่อาจจะฝึกเอาลูกเข้าเต้าให้ลูกดูดนมจากเต้านมเพื่อกระตุ้นน้ำนมก่อนค่ะ แต่คุณแม่ที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจจะต้องพึ่งพาเครื่องปั๊มนมด้วยเพราะสะดวกในการทำสต๊อกนมแม่ ยิ่งเป็นเครื่องไฟฟ้าจะช่วยทุ่นแรงคุณแม่ได้มากเลยค่ะ 2. รถเข็นเด็ก ช่วงเดือนแรกอาจจะยังไม่ได้ใช้รถเข็นเด็กมากนัก แต่ถ้าลูกเริ่มโตขึ้น และออกนอกบ้านไปไหนมากขึ้น รถเข็นเด็กจะช่วยให้แม่สบายขึ้น ไม่ต้องคอยอุ้มลูกอยู่ตลอด และถ้าวางแผนซื้อดี ๆ อาจจะใช้กันได้ยาว ๆ เลยค่ะ 3. คาร์ซีท
งานแฟร์สำหรับแม่และเด็กปีนึงมีมากมายหลายงาน มาดูเคล็ดลับการไปเดินซื้อของสำหรับแม่ลูกอ่อน ที่เตรียมของเพื่อลูกยังไงให้คุ้มค่า ได้ของดีและถูกด้วย งานแฟร์สำหรับแม่และเด็กปีนึงมีมากมายหลายงาน มาดูเคล็ดลับการไปเดินซื้อของสำหรับแม่ลูกอ่อน ที่เตรียมของเพื่อลูกยังไงให้คุ้มค่า ได้ของดีและถูกด้วย 1. เช็กราคาเตรียมไว้ ลิสต์รายการของที่อยากได้ เตรียมหาข้อมูลเปรียบเทียบราคาไว้ก่อน พอไปที่งานจะได้รู้ว่าถูกหรือแพงกว่าราคากลางที่ขายข้างนอก 2. เข้าเฟสบุ๊กเช็กดีล ช่วงก่อนเริ่มงานในเว็บไซต์ ไอจี เฟสบุ๊ก ของสินค้าหรือของงานแฟร์ที่เราจะไป จะมีข้อมูลโปรโมชั่นในงานอยู่ ให้ลองเข้าไปดูว่ามีโปรโมชั่น มีดีลอะไรที่คุ้มค่าบ้าง ที่สำคัญบางร้านอาจจะมีโปรช้อปปิ้งออนไลน์แบบเดียวกับในงานแฟร์ ให้คุณแม่ช้อปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกจากบ้านแต่ได้ของราคาเท่ากับในงานด้วยค่ะ 3. ดูโปรโมชั่นหน้างาน ก่อนเข้างานให้ดูแผ่นพับโปรโมชั่นต่าง ๆ หน้างาน รวมถึงบูธบัตรเครดิตต่าง ๆ ที่อาจจะมาทำโปรโมชั่น ผ่อน 0% แบ่งจ่าย รับเครดิตเงินคืน ใช้แต้มลด ฯลฯ เพื่อดูว่าเราจะเลือกใช้บัตรเครดิตหรือเงินสดเพื่อความคุ้มค่าที่สุด 4. กำหนดงบช้อปปิ้ง ให้กำหนดงบไว้ว่าจะใช้เงินสำหรับซื้อของแต่ละอย่างเท่าไหร่บ้าง โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ที่ราคาสูง
ภาวะครรภ์เสี่ยงคือ การตั้งครรภ์ที่ทำให้แม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตได้จากภาวะต่าง ๆ ทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด หรือแม้แต่หลังคลอด ภาวะครรภ์เสี่ยง คืออะไร? คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในภาวะนี้หรือไม่ ภาวะครรภ์เสี่ยงคือ การตั้งครรภ์ที่ทำให้แม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตได้จากภาวะต่าง ๆ ทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด หรือแม้แต่หลังคลอด มาดูกันว่าแม่ท้องแบบไหนที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง 10 สัญญาณที่บอกว่าแม่ท้องอาจมีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง 1. แม่ท้องที่มีอายุน้อย หรือมากเกินไป ในแม่ท้องที่อายุน้อยกว่า 16 ปี และมากกว่า 35 ปี ก็อยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคุณหมอ 2. มีประวัติการแท้งมาก่อน โดยเฉพาะหากเคยแท้งมาไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จะถือว่ามีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง มีโอกาสเกิดการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ 3. ติดยาเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หากแม่ท้องติดสารเสพติด สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ มีโอกาสให้ลูกในท้องพิการ ไม่สมบูรณ์ หรือคลอดก่อนกำหนดได้ 4. มีภาวะเบาหวาน
ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ สำหรับแม่ท้องค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ชอบกินผัก จะทำอย่างไรกันดีให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนสำหรับลูกในท้อง ผักเป็นแหล่งวิตามิน และเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อตั้งครรภ์ ควรได้รับสารอาหารดีมีประโยชน์จากผักต่าง ๆ แต่ถ้าว่าที่คุณแม่ไม่ชอบกินผัก ไม่อยากกินผัก ควรจะกินอะไรทดแทนที่ให้สารอาหารครบถ้วนได้บ้าง 1. ผลไม้ ถ้าไม่ชอบกินผัก แต่ก็สามารถกินผลไม้เพื่อรับวิตามินต่าง ๆ ได้เช่นกัน เพราะผลไม้มีหลายชนิด มีรสชาติดี กินง่ายกว่าผัก โดยผลไม้ส่วนใหญ่จะมีวิตามินที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับในผักต่าง ๆ เช่น มะละกอสุก สตรอว์เบอร์รี กล้วย ส้ม แต่ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง และย่อยยาก 2. ธัญพืช ถ้าไม่กินผัก ควรกินธัญพืชทดแทนเพื่อให้ได้ใยอาหารเพื่อช่วยในระบบขับถ่ายของแม่ท้อง เพราะช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ท้องผูก ขับถ่ายยาก ธัญพืช หรือ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ ถั่วต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน
นอกจากเมนูจากปลาแซลมอนแล้ว แม่ท้องยังสามารถรับประทานปลาอื่นๆ ได้อีกหลายชนิดเพื่อเติมโอเมก้า ดีเอชเอ สำหรับเสริมสร้างระบบประสาทเพื่อลูกน้อยสมองดี มาลองดูเมนูจากปลาอื่นๆ กันดูบ้าง ใครๆ ก็บอกว่าให้แม่ท้องกินปลาเพื่อช่วยให้ลูกในท้องฉลาด โดยเฉพาะปลาที่มีโอเมก้าสูง เช่น ปลาแซลมอน แต่ปลาแซลมอนก็มีราคาสูงหรือหาซื้อได้ยาก จริงๆ แล้วนอกจากเมนูจากปลาแซลมอน หรือปลาทะเลแล้ว แม่ท้องยังสามารถรับประทานปลาชนิดอื่น หรือแม้กระทั่งปลาน้ำจืดบางชนิดเพื่อเติมโอเมก้าในระหว่างตั้งท้อง เพื่อเสริมสร้างระบบประสาทให้ลูกน้อยสมองดี มาลองดูว่ามีปลาอะไรบ้างที่มีโอเมก้าสูง ปลาทูน่า ปลาทูน่าเป็นปลาทะเลน้ำลึกเช่นเดียวกับปลาแซลมอน จึงเป็นปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง แต่สามารถหาซื้อได้สะดวก เพราะสามารถเลือกปลาทูน่ากระป๋อง แทนปลาทูน่าสดๆ มาทำเมนูสำหรับแม่ท้องได้เช่นกัน เมนูสำหรับแม่ท้องจากปลาทูน่า • ยำทูน่าผักสด เมนูเพิ่มความแซ่บให้กับแม่ท้องที่มีอาการแพ้ท้อง หรืออยากรับประทานอาหารที่รสจัด • แซนด์วิชทูน่า เมนูอาหารเช้าเบาๆ หรือจะเป็นเมนูของว่างสำหรับแม่ท้องที่มักหิวบ่อยๆ สามารถทำแซนด์วิชทูน่าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเก็บใส่กล่องอาหารไว้ในตู้เย็นได้ ปลาทู ถึงแม้ปลาทูจะเป็นปลาทะเล แต่ก็ไม่ใช่ปลาทะเลน้ำลึก ปริมาณโอเมก้าอาจจะไม่เทียบเท่าปลาทะเลน้ำลึก แต่ก็มีปริมาณกรดไขมันโอเมก้าที่มากพอ และปลาทูยังหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูงอีกด้วย เมนูสำหรับแม่ท้องจากปลาทู • แกงเลียงปลาทู เมนูแกงเลียงที่ใช้ปลาทูนึ่งมาโขลกเป็นเครื่องแกง และนอกจากจะช่วยเสริมโอเมก้าแล้ว
ช่วงตั้งครรภ์ แม่ท้องอาจจะมีความเครียดมากขึ้นกว่าปกติจากฮอร์โมน อาจทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บ้าง มีเรื่องอะไรบ้างที่แม่ท้องจะแฮปปี้ หากสามีทำให้ในระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ “เราเป็นใหญ่” ค่ะคุณแม่ เพราะไหนจะต้องดูแลลูกในท้อง ดูแลตัวเอง ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงส่งผลกับอารมณ์ไม่น้อยเลยนะคะ ดังนั้นช่วงนี้คุณแม่ท้องต้องการการเอาใจจากคนใกล้ตัวโดยเฉพาะคุณสามีมากกว่าปกติ เรามาดูกันค่ะว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่คุณแม่ท้องอยากให้สามีเอาใจ เพราะถ้าทำได้ “แม่จะแฮปปี้มาก” 1. บอกรัก เพราะฮอร์โมนที่ทำให้แม่ท้องอ่อนไหวง่าย มีความเครียด รูปร่างเปลี่ยนแปลงจนกลัวสามีจะไม่รักเหมือนเดิม ดังนั้นคำพูดบอกรักจากสามีจะทำให้หัวใจของคุณแม่ท้องชุ่มชื่นขึ้นมาได้ค่ะคุณสามีอย่าเบื่อหน่ายที่จะเอ่ยคำว่า “รัก” หรือชมว่าภรรยาสวยเสมอนะคะ 2. ช่วยเหลืองานบ้านเชื่อว่าสิ่งที่แม่ท้องทุกคนอยากให้สามีช่วยแบ่งเบางานบ้านทั้งนั้นค่ะ เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การขยับเคลื่อนไหวก็ลำบากมากขึ้น ดังนั้นแม่ท้องจะแฮปปี้มากหากคุณสามีอาสาช่วยงานบ้าน ตากผ้า ล้างจาน หรือปัดกวาด เช็ดถูด้วยความเต็มใจ 3. รับฟังแม่ท้องระบายความเครียดไม่มีอะไรจะดีต่อใจมากไปกว่าการที่มีคนที่คอยรับฟังความเครียด และเป็นกำลังใจค่ะ การที่คุณสามีสามารถนั่งรับฟังเรื่องที่แม่ท้องได้ระบายออกมาบ้าง จะช่วยให้แม่ท้องลดความเครียด หรืออาการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งท้องได้มากทีเดียวค่ะ 4. พาไปช้อปปิ้งของใช้เด็ก การได้ออกจากบ้านบ้างช่วยให้แม่ท้องคลายเครียดได้ และยิ่งถ้าได้ไปช้อปปิ้งด้วยยิ่งทำให้แฮปปี้ สดชื่นขึ้นได้ ในระหว่างตั้งท้องหากมีงานแฟร์สำหรับแม่และเด็ก
พ่อแม่มือใหม่หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นพูดคุยกับลูกในท้องอย่างไร มาดูเทคนิค และขั้นตอนง่าย ๆ คุยกับลูกในท้องเพื่อสื่อสายใยถึงลูกกันค่ะ ต้องคุยกับลูกในท้องด้วยหรือ? ต้องคุยสิคะ เพราะการส่งเสียงคุยกับลูกในท้องจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ได้มาก เช่น กระตุ้นระบบประสาทการได้ยิน สร้างความคุ้นเคยและอบอุ่นให้ลูกด้วยเสียงพ่อแม่ สร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ให้ลูกได้ตั้งแต่ในท้อง และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์พ่อแม่ลูกตั้งแต่เริ่มเลยล่ะค่ะ ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องคุยกับลูกในท้องอย่างไร แค่ก็เสียงพูดก็พอแล้วใช่ไหม... Love of Mom Thailand มีวิธีคุยกับลูกในท้องให้อบอุ่นหัวใจมาแนะนำค่ะ 1. ชวนคุณพ่อมาคุยด้วยกัน คุยคนเดียวอาจจะเหงา ๆ ชวนคุณพ่อมาคุยกับลูกน้อยในท้องด้วยกันนะคะ อาจคุยว่าวันนี้คุณพ่อไปทำงานมาเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือเปล่า เมื่อลูกคลอด คุณพ่อหลายคนไม่ค่อยสนิทกับลูก เพราะลูกจะติดแม่มากกว่า การได้พูดคุยกับลูกตั้งแต่ในท้องจะช่วยให้ลูกจดจำเสียงของคุณพ่อได้ค่ะ 2. พูดซ้ำ เรียกชื่อลูกบ่อย ๆ ถ้าคุณแม่แอบตั้งชื่อลูกไว้แล้ว หรือมีฉายาที่เอาไว้เรียกลูก ก็เอาชื่อลูกมาใช้ชวนคุยไปด้วยได้เลยค่ะ อาจจะพยายามเรียกชื่อลูกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ให้ลูกจดจำชื่อตัวเองได้ และใช้ประโยคง่าย ๆ เช่น “น้องน้ำหิวมั้ยคะ”
การบอกรักลูกในท้องจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเขาได้นะคะ คุณพ่อและคุณแม่ตั้งครรภ์ลองมาบอกรักลูกในท้องด้วย 5 วิธีนี้เลยค่ะ ถึงแม้ลูกน้อยจะยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก แต่ลูกสามารถรับรู้ถึงสัมผัสและความรักที่พ่อแม่ส่งไปได้ นอกจากนี้การแสดงความรักให้กับลูกในท้องยังดีต่อพัฒนาการและสมองของลูกด้วยค่ะ Love of Mom Thailand มีวิธีบอกรักลูกในท้องให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไปทำตามกันค่ะ 1. พูดคุย กระซิบบอกรัก วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะส่งความรักถึงลูกในท้อง คือ บอกรักค่ะ หมั่นพูดคุยกับลูกในท้องบ่อย ๆ และแถมท้ายด้วยการกระซิบบอกรักลูกทุก ๆ วัน ลูกในท้องเริ่มมีพัฒนาการที่สามารถได้ยินเสียงได้ เมื่ออายุครรภ์ราว 20 สัปดาห์ 2. นวดสัมผัสรัก การนวดหน้าท้องเบา ๆ เป็นการส่งต่อสัมผัสจากแม่ถึงลูกได้ สัมผัสของแม่จะช่วยให้เซลล์ประสาทลูกน้อยมีการเชื่อมโยงได้ดียิ่งขึ้น ดีกับพัฒนาการสมอง และยังช่วยให้ลูกรู้สึกผูกพัน สงบ มั่นคงปลอดภัย แต่ควรนวดเมื่ออายุครรภ์เกิน 3 เดือนขึ้นไปแล้ว ระหว่างการนวดหน้าท้องอาจจะใช้ครีม หรือเบบี้ออยล์นวดเพื่อช่วยลดริ้วรอยเป็นผลพลอยได้อีกด้วย 3. เล่านิทานสานสายใยรัก นอกจากการพูดคุย เล่นกับลูกผ่านทางหน้าท้องแม่แล้ว ลองหาหนังสือมาอ่านออกเสียงให้ลูกฟังก็เป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์ส่งความรักถึงกันได้นะคะ
วัคซีนสำหรับคนท้องเป็นเรื่องจำเป็นเพราะจะช่วยป้องกันโรคที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ แต่ก็มีวัคซีนสำหรับคนท้องบางชนิดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ นี่คือ 4 วัคซีนสำหรับคนท้องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ และอาจเป็นวัคซีนต้องห้ามของคนท้องด้วย เมื่อตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลทั้งตัวเองและทารกในครรภ์ แต่การจะฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะวัคซีนบางชนิดไม่แนะนำให้คนท้องฉีดในช่วงตั้งครรภ์ เพราะเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงควรฉีดป้องกันล่วงหน้า ดังนั้นหากคุณแม่วางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรฉีดวัคซีนให้ครบเรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์ แต่หากตั้งครรภ์แล้วมาดูกันค่ะว่าวัคซีนอะไรบ้างที่ห้ามฉีดให้กับคนท้องบ้าง 4 วัคซีนต้องห้ามสำหรับคนท้อง วัคซีนโรคหัด หากเป็นโรคหัดในระหว่างตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแท้งได้ แต่การฉีดวัคซีนโรคหัดระหว่างตั้งครรภ์ก็อันตรายเช่นกัน ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนโรคหัดก่อนตั้งครรภ์ วัคซีนโรคหัดเยอรมัน เป็นวัคซีนที่ห้ามฉีดในช่วงตั้งครรภ์ แต่ต้องฉีดป้องกันไว้ก่อนตั้งครรภ์เพราะหากติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3-4 เดือนแรก อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์พิการได้ วัคซีนคางทูม โรคคางทูมอาจจะไม่มีผลกระทบต่อแม่และลูกในครรภ์ แต่วัคซีนป้องกันคางทูมอาจอันตรายต่อลูกในครรภ์ ดังนั้นหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนคางทูมให้รอหลังคลอดค่อยฉีดก็ได้ค่ะ วัคซีนอีสุกอีใส หากไม่ได้ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส ต้องระมัดระวังไม่ให้รับเชื้อ หากเห็นใครป่วยหรือมีผื่นขึ้นน่าสงสัยควรหลีกเลี่ยงเข้าใกล้ เพราะถ้ายังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน มีโอกาสติดอีสุกอีใสได้ และหากเป็นในช่วงตั้งครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์แรก อาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกน้อยในครรภ์ผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้ ทิปส์การฉีดวัคซีนให้แม่ท้อง • วัคซีนทั้งหมดควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ โดยหลังฉีดวัคซีนนี้ ควรเว้นช่วงการตั้งครรภ์อย่างน้อย 28 วัน